ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1005
ชื่อ สารเคมี Ammonia (แอมโมเนีย)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Anhydrous ammonia
สูตรโมเลกุล NH3
CAS number 7664-41-7
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ในบรรยากาศปกติจะมีสถานะเป็นแก๊ส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นปัสสาวะ หากเก็บอยู่ในถังอัดความดันจะมีสถานะเป็นของเหลว
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (2011) TWA 25 ppm, STEL 35 ppm
● OSHA OSHA PEL TWA 50 ppm (35 mg/m3)
● NIOSH NIOSH REL TWA 25 ppm (18 mg/m3), STEL 35 ppm (27 mg/m3),
● IDLH IDLH 300 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: TWA 50 ppm (35 mg/m3)
● มาตรฐานอื่นๆ ไม่มี
● BEI ไม่มี
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส แอมโมเนีย เป็นแก๊สที่มีการใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ที่พบได้บ่อยคือใช้เป็นสารทำความเย็น (refrigerant) ในอุตสาหกรรมห้องเย็น และโรงงานทำน้ำแข็ง นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตปุ๋ย สารทำความสะอาด และยังเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า (methamphetamine) แอมโมเนียเป็นแก๊สที่ไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุนแสบ มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง แก๊สมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีมาก ทำให้ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วทันทีหลังการสูดดมเข้าไป
กลไกการก่อโรค แอมโมเนียละลายน้ำได้ดีมากและเร็วมาก เมื่อสัมผัสกับน้ำที่หล่อเลี้ยงเยื่อบุส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุทางเดินหายใจ แอมโมเนีย (NH3) จะทำปฏิกิริยากับน้ำ (H2O) และได้สารที่มีฤทธิ์เป็นด่างคือ แอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ (NH4OH) ซึ่งจะกัดกร่อนทำลายเนื้อเยื่ออ่อนของร่างกายได้
อาการเฉียบพลัน การสูดดมแก๊สแอมโมเนียเข้าไปจะทำให้เนื้อเยื่อร่างกายถูกด่างกัดกร่อน อาการมักเกิดขึ้นทันทีที่สัมผัส อาการที่พบได้แก่ แสบตา แสบจมูก แสบคอ ไอ แน่นหน้าอก หากสัมผัสในปริมาณสูงจะทำให้ทางเดินหายใจบวม เริ่มแรกจะมีอาการเสียงแหบ ไอเสียงทุ้ม (croup-like cough) และฟังปอดได้เสียงทุ้ม (stidor) จากนั้นจะทำให้เกิดการบวมและอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนได้ (upper airway obstruction) ทางเดินหายใจส่วนล่างจะทำให้หลอดลมตีบ (bronchospasm) ตรวจร่างกายจะพบเสียงวี๊ด (wheezing) หากสัมผัสในปริมาณสูงมากๆ จะทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) และถึงแก่ชีวิตได้ การสัมผัสที่ตาถ้าแก๊สมีความเข้มข้นสูงมากก็อาจกัดกร่อนกระจกตาอย่างรุนแรง แต่โอกาสเกิดน้อยกว่าการสัมผัสในรูปสารละลาย การสัมผัสที่ผิวหนังทำให้แสบไหม้ได้เช่นกัน
อาการเรื้อรัง หากการสัมผัสในระยะเฉียบพลันนั้นรุนแรง สัมผัสในปริมาณสูงมาก จนเนื้อเยื่อปอดถูกทำลายถาวรแล้ว ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบเหนื่อยจากปอดเป็นพังผืดในระยะยาวได้ การสัมผัสในปริมาณสูงในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดเป็นโรคหอบหืดขึ้น การสัมผัสที่ตาอาจกัดกร่อนกระจกตาจนมีปัญหาการมองเห็นในระยะยาว ส่วนพิษในการก่อมะเร็งและการก่อผลต่อบุตรในคนตั้งครรภ์นั้น ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) องค์กร IARC ไม่ได้ประเมินไว้
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย 1. อาการ อาการแสดง และ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ที่เข้าได้กับพยาธิสภาพจากการรับสัมผัสแอมโมเนียเช่นการระคายเคืองทางเดินหายใจ การระคายเคืองตา 2. ประวัติการรับสัมผัสแอมโมเนีย หรือการอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นความเสี่ยงต่อการรับสัมผัสแอมโมเนีย 3. คนงานอื่นที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงรับสัมผัสแอมโมเนียเช่นเดียวกัน มีอาการและอาการแสดงที่เข้าได้กับพยาธิสภาพจากการรับสัมผัสแอมโมเนีย (มีข้อมูลทางระบาดวิทยาสนับสนุน) 4. ผลการตรวจสถานทีทำงานแสดงว่ามีการใช้แอมโมเนียและมีแอมโมเนียในสภาพแวดล้อมในงาน
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) การตรวจระดับแอมโมเนียในเลือดเพื่อยืนยันการสัมผัส อาจพบระดับแอมโมเนียในเลือดที่สูงขึ้นได้ (ระดับปกติ 8 – 33 micromol/L) แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวทำนายระดับการเกิดพิษ การวินิจฉัยโดยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องตรวจระดับแอมโมเนียในเลือด เนื่องจากหากมีประวัติการสัมผัสที่ชัดเจน ร่วมกับมีกลิ่นแอมโมเนียซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นเฉพาะติดมากับตัวผู้ป่วย ก็สามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างชัดแล้ว การตรวจอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ได้แก่การตรวจ ระดับเกลือแร่ในเลือด (serum electrolyte) ระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas) ระดับออกซิเจนในเลือด (pulse oximetry) ควรตรวจถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) เพื่อค้นหาภาวะปอดบวมน้ำเฉียบพลันด้วย
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มียาต้านพิษ
● การรักษาตามอาการ อันดับแรกควรตรวจสอบระบบการหายใจของผู้ป่วยว่าปกติหรือไม่ หากพบภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นควรรีบใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วย เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนเมื่อเกิดอาการบวมมากแล้วจะทำให้ใส่ท่อช่วยหายใจได้ยาก จึงควรรีบตรวจและตัดสินใจดำเนินการ จากนั้นทำการสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง ตรวจวัดสัญญาณชีพ วัดระดับออกซิเจนในเลือด ให้ออกซิเจนเสริม ให้อยู่ในที่โล่งอากาศถ่ายเทดี หากมีอากาศหายใจมีเสียงวี๊ด พิจารณาให้ยาขยายหลอดลม ตรวจร่างกายและถ่ายภาพรังสีทรวงอกเพื่อค้นหาภาวะปอดบวมน้ำ หากเกิดขึ้นให้ทำการแก้ไข แอมโมเนียนั้นเป็นแก๊สที่เกิดพิษเร็ว หากสัมผัสแล้วเกิดอาการก็มักจะเกิดภายในระยะเวลาไม่นาน ผู้ป่วยควรได้รับการสังเกตอาการระยะหนึ่ง หากมีอาการไม่มากนักอาจแนะนำให้กลับไปสังเกตอาการต่อที่บ้านได้ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ปอดบวมน้ำ ควรรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ไม่มียาต้านพิษ (anti-dote) สำหรับแก๊สแอมโมเนีย การล้างไต (dialysis) หรือวิธีการขจัดพิษวิธีอื่นๆ ยังไม่มีรายงานว่ามีบทบาทในการรักษา หากเกิดอาการทางตาควรล้างตาให้นานที่สุด ตรวจดูว่ามีการกัดกร่อนกระจกตาหรือเนื้อเยื่อของตาในชั้นลึกกว่านั้นเกิดขึ้นหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ผู้ป่วยมีอาการแสบตามาก ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อทำการย้อมกระจกตาด้วยสี fluoresceine ตรวจดูรอยโรคให้ชัดเจนขึ้น
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย ใช้ระบบปิดควบคุมที่แหล่งกำเนิด ให้ความรู้ แก่พนักงานที่ต้องทำงานกับแก๊สชนิดนี้ ห้องเย็นและโรงน้ำแข็งควรตรวจสอบระบบทำความเย็นให้อยู่ในสภาพดีอย่างสม่ำเสมอการเฝ้าระวังควรตรวจสุขภาพโดยเน้นดูแลระบบทางเดินหายใจ - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัสทางระบบหายใจ - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ตรวจสมรรถภาพปอดทุกปี - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เหตุการณ์แก๊สแอมโมเนียรั่วพบได้บ่อย โดยเฉพาะจากโรงงานทำน้ำแข็งและห้องเย็นต่างๆ ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ฉุกเฉินควรเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์รั่วไหลของแก๊สชนิดนี้ไว้ แอมโมเนียเมื่อรั่วจะส่งกลิ่นฉุนรุนแรง ทำให้ผู้ประสบภัยมักรู้ตัวได้เร็ว การระเบิดในอากาศจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อความเข้มข้นของแก๊สในอากาศสูงมาก จึงมีโอกาสเกิดระเบิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก หน่วยกู้ภัยควรใส่ชุดป้องกันในระดับที่เหมาะสม ถ้าการรั่วไหลในปริมาณสูงแนะนำให้ใส่ชุดป้องกันที่มีถังบรรจุอากาศในตัว
เอกสารอ้างอิง - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004. - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.