ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1017
ชื่อ สารเคมี Chlorine (คลอรีน)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Chlorine gas, Dichlorine
สูตรโมเลกุล Cl2
CAS number 7782-50-5
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) แก๊สสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น หนักกว่าอากาศ
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (2011) TWA 0.5 ppm, STEL 1 ppm
● OSHA OSHA PEL Ceiling 1 ppm (3 mg/m3)
● NIOSH NIOSH REL Ceiling 0.5 ppm (1.45 mg/m3)
● IDLH IDLH 10 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520 TWA 1 ppm (3 mg/m3)
● มาตรฐานอื่นๆ ไม่มี
● BEI ยังไม่มีองค์กรใดกำหนดไว้ การตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (serum electrolyte) เพื่อดูระดับคลอไรด์ไอออน (Cl-) ซึ่งปกติมักเจาะตรวจร่วมกับเกลือแร่อื่น ได้แก่ โซเดียม (Na+) โปแตสเซียม (K+) และ ไบคาร์บอเนต (CO3-) นั้น ไม่สามารถบอกถึงระดับการสัมผัสแก๊สคลอรีนในอากาศของผู้ป่วยได้ จึงไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) ของการสัมผัสแก๊สหรือสารประกอบคลอรีนได้ การตรวจระดับคลอไรด์ไอออนในเลือดนั้น ใช้ดูระดับความเป็น กรด-ด่าง ของเลือดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ โดยระดับคลอไรด์ไอออนจะสูงขึ้นเมื่อเลือดมีภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น (ค่าปกติอยู่ที่ 96 – 106 MEq/L) ไม่สามารถนำมาใช้ประเมินระดับการสัมผัสแก๊สคลอรีนในอากาศได้
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส แก๊สคลอรีนระดับต่ำๆ พบได้จากการสลายตัวของสารละลาย hypochlorite ที่มีอยู่ในสารฟอกขาว น้ำยาทำความสะอาด น้ำในสระว่ายน้ำ และน้ำประปาที่เติมคลอรีน การสูดดมในระดับความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ตามบ้านนี้ มักไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด การสัมผัสในระดับสูงมักพบในกรณีรั่วไหล ของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้แก๊สคลอรีนในกระบวนการผลิต การรั่วไหลระหว่างการขนส่งก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้ โรงงานที่มีการใช้สารฟอกขาวกลุ่ม hypochlorite จำนวนมาก เช่น โรงงานทำน้ำยาฟอกขาว โรงงานทำกระดาษ พนักงานก็อาจมีโอกาสสัมผัสแก๊สคลอรีนได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน กลิ่นของแก๊สคลอรีนนั้นเป็นกลิ่นเฉพาะ (กลิ่นเดียวกับคลอรีนที่เติมในสระว่ายน้ำ) โดยทั่วไปคนที่สัมผัสแก๊สนี้มักจะรู้ตัวได้
กลไกการก่อโรค แก๊สคลอรีนทำปฏิกิริยากับน้ำจะได้กรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid) และกรดไฮโปคลอรัส (hypochlorous acid) ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน เมื่อแก๊สสัมผัสกับเนื้อเยื่ออ่อนที่มีน้ำหล่อเลี้ยง เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุทางเดินหายใจ จึงเกิดการระคายเคืองและกัดกร่อนเนื้อเยื่อขึ้น คลอรีนละลายน้ำได้ค่อนข้างเร็ว เมื่อสัมผัสจึงมักเกิดอาการขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนคลอรามีนนั้นละลายน้ำได้ช้ากว่า เมื่อสัมผัสแล้วจะเกิดอาการขึ้นได้ช้ากว่าเล็กน้อย
อาการเฉียบพลัน แก๊สคลอรีนทำปฏิกิริยากับน้ำจะได้กรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid) และกรดไฮโปคลอรัส (hypochlorous acid) ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน เมื่อแก๊สสัมผัสกับเนื้อเยื่ออ่อนที่มีน้ำหล่อเลี้ยง เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุทางเดินหายใจ จึงเกิดการระคายเคืองและกัดกร่อนเนื้อเยื่อขึ้น คลอรีนละลายน้ำได้ค่อนข้างเร็ว เมื่อสัมผัสจึงมักเกิดอาการขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนคลอรามีนนั้นละลายน้ำได้ช้ากว่า เมื่อสัมผัสแล้วจะเกิดอาการขึ้นได้ช้ากว่าเล็กน้อย
อาการเรื้อรัง หากการสัมผัสในระยะเฉียบพลันนั้นรุนแรง สัมผัสในปริมาณสูงมาก จนเนื้อเยื่อปอดถูกทำลายถาวรแล้ว ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบเหนื่อยจากปอดเป็นพังผืดในระยะยาวได้ การสัมผัสในปริมาณสูงในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดเป็นโรคหอบหืดขึ้น การสัมผัสที่ตาอาจกัดกร่อนกระจกตาจนมีปัญหาการมองเห็นในระยะยาว ส่วนพิษในการก่อมะเร็งและการก่อผลต่อบุตรในหญิงตั้งครรภ์นั้น ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) ไม่ทราบ องค์กร IARC ไม่ได้ทำการประเมินไว้
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย 1. มีอาการและอาการแสดงของการถูกพิษคลอรีน ได้แก่ การระคายเคืองบริเวณเยื่อเมือกทางเดินหายใจส่วนต้น อาการตาไหม้ หรืออาการของทางเดินหายใจแบบ RAD ในระยะเรื้อรัง 2. ลักษณะการทำงานและอาชีพที่เสี่ยงต่อการสัมผัส 3. ความเข้มข้นของคลอรีนในสิ่งแวดล้อมในการทำงานมีมากพอที่จะทำให้เกิดโรค 4. การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการเช่นการเจาะวิเคราะห์ค่าก๊าซในเลือด หรือการเอกซเรย์ปอดยืนยันการวินิจฉัย 5. การดูข้อมูลทางระบาดวิทยา การที่มีคนในที่ทำงานเดียวกันเป็นเหมือนกัน 6. วินิจฉัยแยกโรคที่มีอาการคล้ายกันแล้ว
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการวินิจฉัยอาจไม่จำเป็นนัก การวินิจฉัยสามารถทำได้จากการซักประวัติการสัมผัสแก๊ส กลิ่นของแก๊สคลอรีนซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวที่ติดมากับผู้ป่วย และอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุที่เกิดขึ้น การตรวจระดับคลอไรด์ไอออน (Cl-) ในเลือดไม่ได้ช่วยในการประเมินระดับการสัมผัสแก๊สคลอรีน การตรวจเพื่อช่วยในการรักษาและประเมินอาการ ได้แก่ การตรวจระดับออกซิเจนในเลือด (pulse oximetry) การตรวจระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas) เพื่อดูภาวะความเป็น กรด-ด่าง ของเลือด และการตรวจภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) เพื่อดูภาวะปอดบวมน้ำ
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มียาต้านพิษ
● การรักษาตามอาการ ตรวจดูการหายใจ ว่ามีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้นหรือไม่ ถ้ามีควรพิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วย ทางเดินหายใจส่วนบนนั้นเมื่อบวมมากแล้วจะใส่ท่อช่วยหายใจได้ยาก ตรวจดู ระบบไหลเวียน ความรู้สติ และสัญญาณชีพของผู้ป่วย เช่นเดียวกับผู้ป่วยฉุกเฉินในกรณีอื่น ให้ออกซิเจนเสริม ถ้าหายใจมีเสียงวี๊ดพิจารณาพ่นยาขยายหลอดลม เช่น salbutamol ตามอาการ ตรวจฟังปอด และถ่ายภาพรังสีทรวงอกดูว่ามีภาวะปอดบวมน้ำหรือไม่ ถ้ามีให้ทำการรักษา และควรรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล โดยทั่วไปแก๊สคลอรีนออกฤทธิ์เร็ว ภาวะปอดบวมน้ำมักเกิดขึ้นทันทีหรือภายใน 2 – 3 ชั่วโมงหลังการสัมผัส ส่วนแก๊สคลอรามีนอาจใช้เวลามากกว่านั้น อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ภาวะปอดบวมน้ำอาจเกิดขึ้นช้ากว่าปกติคือ 12 – 24 ชั่วโมง หลังการสัมผัสก็ได้ ดังนั้น ในผู้ป่วยที่มีประเมินดูแล้วมีอาการค่อนข้างรุนแรงจึงควรรับไว้สังเกตอาการที่โรงพยาบาลทุกราย หากเกิดภาวะปอดบวมน้ำ หรือปอดอักเสบรุนแรง หายใจล้มเหลว ควรส่งปรึกษาให้อยู่ในความดูแลของอายุรแพทย์ หากสัมผัสแก๊สที่ดวงตาในความเข้มข้นสูง จนเกิดแผลที่กระจกตา ควรส่งปรึกษาให้อยู่ในความดูแลของจักษุแพทย์
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย ใช้ระบบปิด ควบคุมที่แหล่งกำเนิด ให้ความรู้แก่พนักงานที่ต้องทำงานกับแก๊สชนิดนี้ โรงงานควรตรวจสอบท่อและถังบรรจุสารเคมีให้อยู่ในสภาพดีอย่างสม่ำเสมอ - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ เน้นดูแลระบบทางเดินหายใจ - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แก๊สคลอรีนจัดว่าเป็นแก๊สที่มีอันตรายร้ายแรง นอกจากฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อแล้ว ยังทำปฏิกิริยากับสารเคมีอื่นๆ ได้ง่าย แม้ตัวแก๊สจะไม่ติดไฟ แต่สามารถทำปฏิกิริยากับสารอื่น ทำให้เกิดความร้อนและการระเบิด และช่วยสารอื่นในการติดไฟ อีกทั้งยังหนักกว่าอากาศจึงไม่ลอยขึ้นสูง โอกาสที่รั่วไหลแล้วจะเกิดปัญหารุนแรงจึงมีมาก คลอรีนมีกลิ่นเฉพาะตัว (กลิ่นเหมือนคลอรีนในสระว่ายน้ำ) ทำให้ผู้ประสบภัยมักรู้ตัวได้เร็ว เนื่องจากความเป็นพิษและอันตรายรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ ผู้เข้าไปทำการกู้ภัยจึงควรใส่ชุดป้องกันในระดับที่เหมาะสม ถ้ารั่วไหลในปริมาณสูงแนะนำให้ใส่ชุดป้องกันที่มีถังบรรจุอากาศในตัวจะปลอดภัยที่สุด
เอกสารอ้างอิง - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004. - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.