ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1045
ชื่อ สารเคมี Fluorine (ฟลูออรีน)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Bifluoriden[Dutch], Fluor[Germany, France] , Fluoro[Italy], Fluorures acide[France], Fluoruri acidi[Italy], Saeure fluoride[Germany]
สูตรโมเลกุล F2
CAS number 7782-41-4
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) เป็นแก๊สสีเหลืองอ่อน หนักกว่าอากาศ มีกลิ่นฉุน ไม่ติดไฟ ยกเว้นเมื่อเกิดปฏิกิริยากับสารชนิดต่างๆทำให้เกิดประกายไฟและระเบิดได้ มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง และทำปฏิกิริยากับสารชนิดต่างๆ ได้ง่ายเนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นประจุลบ (Electronegative)
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH TLV (2012) = 1 ppm, TWA= 1.6 mg/m3, STEL= 2 ppm, 3.1 mg/m3
● OSHA PEL= 0.1 ppm, TWA= 0.2 mg/m3
● NIOSH REL= 0.1 ppm, TWA= 0.2 mg/m3
● IDLH NIOSH IDLH= 25 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) TWA= 0.1 ppm, 0.2 mg/m3
● มาตรฐานอื่นๆ
● BEI
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส ฟลูออรีน เป็นสารที่มีความไวต่อการเกิดปฏิกิริยาค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะพบในรูปของสารประกอบ ซึ่งในธรรมชาติจะพบได้มากในแร่ Fluorite, Fluorapatite และ Cryolite ในทางอุตสาหกรรมจะมีการสังเคราะห์ฟลูออรีนขึ้นมาจากสารตั้งต้น Potssium bifluoride ใน Hydrogen fluoride ฟลูออรีนมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการผลิตกรดกัดแก้ว(Hydrofluoric acid) การผลิต Uranium hexafluoride ซึ่งจะนำไปใช้ในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ต่อไป หรือยังใช้ฟลูออรีนในรูปของ Sulfur hexafluoride เพื่อใช้เป็นตัวกลางในหม้อแปลงหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ฟลูออรีนยังใช้ในการผลิต Fluoropolymers ซึ่งจะใช้ในเป็นฉนวนกันไฟฟ้า เคลือบผิวของโลหะชนิดต่างๆ เช่น สายไฟ หรือกระทะ(Teflon) เป็นต้น นอกจากนี้ฟลูออรีนยังมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ต่างๆ เนื่องจากคุณสมบัติที่จับกับคาร์บอนได้ดี และไม่ถูกทำลายโดยงานในร่างกาย จึงนำมาใช้ในการผลิตยา ใช้เป็นสารในการตรวจทางรังสี(PET scan) หรือแม้กระทั่งใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยาฆ่าแมลง
กลไกการก่อโรค
อาการเฉียบพลัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสัมผัสกับฟลูออรีน โดยผ่านทางผิวหนัง ทางเยื่อบุตา และทางการหายใจ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่ออวัยวะที่สัมผัส เช่น ระคายเคืองผิวหนัง เยื่อบุตา โพรงจมูก แสบในลำคอ ที่ผิวหนังอาจทำให้เกิดการอักเสบแดง เหมือนบาดแผลไหม้(Burn)ได้ ที่ตาทำให้เกิดการแสบ ร้อน แดงของเยื่อบุตา และอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อตาในระดับลึกได้ ทั้งนี้ระดับความรุนแรงต่ออวัยวะต่างๆ ขึ้นกับระดับความเข็มข้นของฟลูออรีน ในรายที่สูดดมเข้าไป ประมาณ 1-2 ชม.หลังการสัมผัสผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไอ อึดอัดหายใจลำบาก มีไข้ หลังจากนั้นประมาณ 24-48 ชม. ผู้ป่วยจะมีอาการไอมากขึ้น เจ็บหน้าอก มีไข้ อาจเกิด Respiratory distress และ Pulmonary edema และทำให้เสียชีวิตได้ ในรายที่ไม่รุนแรงมาก อาการต่างๆส่วนใหญ่จะดีขึ้นเองในระยะเวลาประมาณ 10-30 วัน
อาการเรื้อรัง ผู้ป่วยที่สูดดมฟลูออรีนเป็นระยะเวลานาน จะมีผลกระทบต่อปอด ตับ และไต บางรายอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า Fluorosis โดยผู้ป่วยจะมีอาการสำคัญของ 3 ระบบดังนี้ Non-skeletal ได้แก่ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน, Dental ได้แก่ สีฟันเป็นรอยด่างดำ และ Skeletal ได้แก่ ปวดหลังโดยเฉพาะตอนกลางคืน การเคลื่อนไหวลำตัวได้จำกัด สันกระดูก(Trabeculae) ของกระดูกสันหลังมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีหินปูนเกาะตามเส้นเอ็นต่างๆ
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) ยังไม่มีข้อมูล
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย 1. มีอาการและอาการแสดงของการได้รับฟลูออรีนชัดเจน 2. มีประวัติการสัมผัสกับฟลูออรีน 3. มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อแสดงอาการของโรค หรือแสดงว่ามีการสัมผัส เช่น ภาพรังสีกระดูกพบ Osteosclerosis, พบหินปูนเกาะตามเส้นเอ็นต่างๆ 4. มีข้อมูลสิ่งแวดล้อมสนับสนุนว่ามีความเข้มข้นของฟลูออรีนเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 5. มีข้อมูลทางระบาดวิทยาของเพื่อนร่วมงานสนับสนุน 6. มีการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆแล้ว
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) ตรวจหาระดับ ฟลูออรีนในพลาสมา ซึ่งระดับฟลูออรีน ตั้งแต่ 3 mg/L ถือว่าเป็นระดับอันตราย
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ให้ Calcium gluconate ในรายที่มีระดับของแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง
● การรักษาตามอาการ จะเป็นการรักษาเพื่อลดการสัมผัสกับฟลูออรีน โดยขึ้นอยู่กับช่องทางการสัมผัสของผู้ป่วย - ถ้าเป็นการสัมผัสทางการหายใจ ให้รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ มาอยู่ในบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ สามารถให้ออกซิเจนได้ และคอยเฝ้าระวังอาการ Respiratory distress ในกรณีที่อาการเป็นมากขึ้นให้ใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจ -ถ้าเป็นการสัมผัสทางตาและเยื่อบุตา ให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาด ที่อุณหภูมิปกติ ล้างด้วยปริมาณมากๆ และเป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที ถ้ามีอาการระคายเคืองต่างๆ หรือมีอาการแสบ ร้อน บวม แดง ให้รีบปรึกษาแพทย์ -ถ้าเป็นการสัมผัสทางผิวหนัง ให้รีบถอดเสื้อผ้าที่ปกคลุมบริเวณนั้นออก และล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ ด้วยปริมาณมากๆ การสัมผัสกับฟลูออรีนที่ผิวหนังโดยตรงอาจทำให้เกิดแผลในลักษณะ Frosbite ได้ -ถ้าเป็นการสัมผัสทางการกลืนกิน ให้รีบเจือจางด้วยการรับประทานน้ำหรือนม อย่างน้อย 120- 240 mL และสังเกตอาการต่างๆที่อาจเกิดขึ้น
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ การเฝ้าระวังทางการแพทย์ -ควรซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบผิวหนัง ตา และทางเดินหายใจ -ตรวจ X-ray ปอด และตรวจสมรรถภาพปอด เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อระบบขทางเดินหายใจที่จะเกิดขึ้น -ใช้การตรวจหาระดับ Fluoride in urine เพื่อประเมินการสัมผัส ถ้าทำการตรวจก่อนเข้ากะ(Prior to shift) ไม่ควรเกิน 2 mg/L ถ้าทำการตรวจหลังออกกะ(End of shift) ไม่ควรเกิน 3 mg/L มาตรการทางความปลอดภัย -ควรใส่อุปกรณ์ป้องกันใบหน้า และดวงตา ทุกครั้งเวลาที่ปฏิบัติงาน -ควรเลือกเสื้อผ้า รองเท้า ชนิดที่มีคุณสมบัติในการป้องการฟลูออรีนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถุงมือ ควรใช้ชนิด Cold insulating gloves -การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ขึ้นอยู่กับระดับความเข็มข้นของฟลูออรีนที่จะปฏิบัติงาน ถ้ามีระดับถึง 1 ppm แนะนำให้ใช้ชนิดที่มี Air supplied -กรณีที่เกิดไฟไหม้จากฟลูออรีน ห้ามใช้น้ำดับไฟ แนะนำให้ใช้เป็นผง Carbon dioxide แทน
เอกสารอ้างอิง - Fluorine. A Comprehensive Guide to the Hazardous Properties of Chemical Substances. Pradyot P. 3th ed. John Wiley & Sons. 2007, pp 471-472. - Emily, F.M., and Bruce, A.F. Metal Compounds and Rare Earths. In: W.N Rom (ed.), Environmental and occupational medicine, 4th ed., pp. 1086-1087 . Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins 2007. - Fluorine. ILO Encyclopaedia of Occupational Health and Safety - Fluorine. International Chemical Safety Cards - Fluorine. Specific Medical Tests Published in the Literature for OSHA Regulated Substances - Fluorine, http://www.toxnet.nlm.nih.gov/cgi-bin/sis/search/f?./temp/ ~Id3TrS:1