ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1052
ชื่อ สารเคมี Hydrofluoric acid (กรดกัดแก้ว)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Hydrogen fluoride solution
สูตรโมเลกุล HF
CAS number 7664-39-3
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ของเหลว ใส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ก่อความระคายเคือง
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (2004) TWA 0.5 ppm, Ceiling 2 ppm
● OSHA OSHA PEL TWA 3 ppm
● NIOSH NIOSH REL TWA 3 ppm, Ceiling 6 ppm
● IDLH 30 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ไม่มี
● มาตรฐานอื่นๆ ไม่มี
● BEI ยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานในร่างกาย หรือตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers) สำหรับประเมินการสัมผัสกรดกัดแก้วที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน การศึกษาบางส่วนเชื่อว่า การตรวจระดับฟลูออไรด์ในเลือดหรือในปัสสาวะของคนที่ทำงานสัมผัสกรดกัดแก้ว อาจพบช่วยประเมินการสัมผัสที่สูงเกินไปได้ อย่างไรก็ตาม ระดับฟลูออไรด์ในเลือดและปัสสาวะนั้นสามารถสูงขึ้นได้จากการกินอาหารหรือน้ำดื่มที่มีฟลูออไรด์สูงได้ด้วย ผลการตรวจจึงอาจแปรปรวนได้มาก ทำให้แปลผลยาก
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส เป็นกรดที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายอย่าง ทั้งใช้กัดแก้วและกระจกให้มีลวดลายสวยงาม ใช้กัดกำจัดสนิมออกจากโลหะ ใช้ในกระบวนการผลิตสารกึ่งตัวนำซิลิคอน (silicon semiconductor)
กลไกการก่อโรค ความจริงแล้วกรดกัดแก้วจัดเป็นกรดที่มีฤทธิ์อ่อน (weak acid) เมื่อเทียบกับกรดชนิดอื่น เช่น กรดเกลือ แต่พิษของกรดกัดแก้วนั้น กลับทำให้เกิดอาการรุนแรงได้มาก และอาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง สาเหตุเพราะนอกจากคุณสมบัติระคายเคืองและการทำลายเนื้อเยื่อเฉพาะที่ เหมือนอย่างกรดชนิดอื่นๆ แล้ว ฟลูออไรด์ไอออน (F-) ที่แตกตัวออกมาจากกรดกัดแก้ว ยังมีความสามารถซึมลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อและกระดูกที่อยู่ด้านล่างได้ดี ก่อปฏิกิริยาทำให้เซลล์แตก เนื้อเยื่อที่ตายจะหลอมเหลว (liquefactive necrosis) ฟลูออไรด์ไอออนที่เป็นอิสระเหล่านี้จะจับกับ แคลเซียม (Ca2+) และ แมกนีเซียม (Mg2+) ในกระดูกและในเลือด ทำให้กระดูกถูกกัดกร่อน เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง และระดับแคลเซียมกับแมกนีเซียมในเลือดลดต่ำลงได้ (hypocalcemia and hypomagnesemia) นอกจากนี้เซลล์ที่แตกจำนวนมากอาจปล่อยโพแทสเซียมไอออน (K+) ที่อยู่ภายในเซลล์ออกมา ทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) ภาวะเกลือแร่ผิดปกติที่เกิดทั้งหมดนี้ สามารถทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (cardiac dysrhythmias) และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้น เสียชีวิตได้ นอกจากการสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งเป็นช่องทางการเกิดพิษที่พบบ่อยที่สุดของกรดกัดแก้วแล้ว การสูดหายใจเอาไอกรดเข้าไป การสัมผัสต่อดวงตา และการกินเข้าไปโดยบังเอิญ ก็เป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดพิษขึ้นได้เช่นกัน
อาการเฉียบพลัน การสัมผัสโดยการสูดดมแก๊สหรือไอระเหยของกรดกัดแก้วเข้าไป จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ ไอ แสบจมูก แสบคอ หลอดลมตีบ ถ้าสูดดมเข้าไปปริมาณมาก อาจทำให้เกิดปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) และปอดอักเสบ (chemical pneumonitis) ได้ การสัมผัสต่อดวงตาถ้าสัมผัสไอกรดจะทำให้กระจกตาระคายเคืองและอาจเป็นแผล แต่ถ้าสัมผัสน้ำกรดโดยตรงอาจกัดกร่อนอย่างรุนแรง ทำให้กระจกตาทะลุ เนื้อเยื่อตาเสียหาย จนถึงตาบอดได้ การสัมผัสทางผิวหนังเกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด ในการทำงานกับน้ำกรดบางครั้งเกิดขึ้นเนื่องจากถุงมือขาด โดยอาจขาดเป็นเพียงรูเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น น้ำกรดก็สามารถซึมเข้ามาทำให้เกิดอาการพิษได้ อาการที่เกิดขึ้นจะขึ้นกับความเข้มข้นของน้ำกรดที่ใช้ ถ้าความเข้มข้นสูงถึง 50 – 70 % จะเกิดอาการปวดแสบทันทีที่สัมผัส ถ้าความเข้มข้นต่ำลงมาเป็น 20 – 40 % จะทำให้แสบผิวหนังเล็กน้อย ถ้าความเข้มข้นต่ำลงมาอีกเป็น 5 – 15 % อาจไม่ทำให้รู้สึกแสบผิวหนังเลย การที่กรดความเข้มข้นต่ำไม่ทำให้ปวดแสบผิวหนังนี้เป็นผลเสีย เพราะจะทำให้คนงานที่สัมผัสกรดทนได้ หรืออาจสัมผัสไปโดยไม่รู้สึกตัวเป็นเวลานาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ ชั่วโมง ฟลูออไรด์ไอออนที่ซึมลึกลงไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและกระดูกจะออกฤทธิ์ ทำให้เกิดอาการรุนแรงขึ้นตามมา การสัมผัสที่ผิวหนังนั้นตำแหน่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือที่นิ้วมือ อาการที่เกิดขึ้นคือจะทำให้ ผิวหนังแดง ร้อน บวม ปวดแสบ นานไปผิวหนังตรงที่สัมผัสจะขาวซีด เนื้อเยื่อที่ลึกลงไปจะตาย เมื่อเกิดการกัดกร่อนถึงกระดูกที่อยู่ด้านล่าง จะทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ และปวดไม่หาย เมื่อการทำลายเซลล์เนื้อเยื่อและกระดูกเกิดมากขึ้น อาจเกิดภาวะผิดปกติของเกลือแร่ เช่น แคลเซียมในเลือดต่ำ (hypocalcemia) แมกนีเซียมในเลือดต่ำ (hypomagnesemia) และโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) ได้ ภาวะเกลือแร่ที่ผิดปกติเหล่านี้อาจทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา จึงควรตรวจระดับเกลือแร่และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ในผู้ป่วยที่รับสัมผัสกรดกัดแก้วเป็นปริมาณมากทุกราย ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากแคลเซียมและแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ในระยะแรกอาจแสดงในคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นลักษณะการยาวขึ้นของช่วง QT (prolonged QT interval) หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดภาวะที่รุนแรงขึ้น เช่น Torsades de pointes ไปจนถึงหัวใจหยุดเต้นได้ ส่วนลักษณะคลื่นไฟฟ้าที่อาจพบจากโพแทสเซียมในเลือดสูงนั้น เริ่มแรกจะมีลักษณะ T wave สูงขึ้น (peaked T) และ P wave ขนาดเล็กลง (small P) หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจเกิดการกว้างขึ้นของช่วง QRS complex (widening of QRS) และนำไปสู่การเสียชีวิตได้เช่นกัน การสัมผัสกรดกัดแก้วโดยทางการกินหรือดื่มนั้น กรดสามารถกัดกร่อนเนื้อเยื่อทางเดินอาหาร ทั้งในปาก คอ หลอดอาหาร กระเพาะ และลำไส้ได้ หากรุนแรงมากอาจทำให้เกิดการทะลุของทางเดินอาหารขึ้นได้
อาการเรื้อรัง ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนของการสัมผัสกรดกัดแก้วในระยะยาว ต่อผลการก่อโรคมะเร็ง หรือผลต่อระบบสืบพันธุ์
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) ไม่ทราบ องค์กร IARC ไม่ได้ประเมินไว้
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย ไม่มี (ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคจากการทำงานของประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2550)
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) ในภาวะฉุกเฉิน ยังไม่มีการตรวจเพื่อยืนยันการสัมผัสใดที่มีประโยชน์ในการวินิจฉัยหรือรักษาพิษจากกรดกัดแก้ว การซักประวัติการสัมผัสร่วมกับตรวจร่างกาย ส่วนใหญ่จะเพียงพอที่จะทำให้วินิจฉัยโรคได้ การตรวจที่ช่วยในการรักษาได้แก่ การตรวจระดับเกลือแร่ (electrolyte) ระดับแคลเซียมในเลือด (calcium) แมกนีเซียมในเลือด (magnesium) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) โดยเฉพาะหากเกลือแร่ผิดปกติ ควรตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง (monitor EKG) การตรวจภาพรังสีทรวงอก (CXR) การทำงานของตับ (liver function test) การทำงานของไต (BUN and creatinine) เป็นต้น
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ทาเจลลี่แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate gel) ที่ผิวหนังส่วนที่สัมผัส
● การรักษาตามอาการ ตรวจสอบระบบการหายใจของผู้ป่วย หากพบการหายใจล้มเหลวให้ใส่ท่อและทำการช่วยหายใจ ให้ออกซิเจนเสริม ให้สารน้ำหากความดันโลหิตตก ตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การสัมผัสที่ดวงตา ให้ล้างด้วยน้ำอย่างน้อย 4 – 5 ลิตร ถ้ายังไม่ได้ล้างมา หากสงสัยหรือตรวจพบกระจกตาเป็นแผล หรือมีการทำลายต่อเนื้อเยื่อตา ให้ส่งปรึกษาจักษุแพทย์ การสูดหายใจเอาไอกรดเข้าไป ให้ถ่ายภาพรังสีทรวงอก สังเกตระบบการหายใจ เฝ้าระวังภาวะปอดบวมน้ำที่อาจเกิดขึ้น ถ้าเกิดภาวะปอดบวมน้ำให้รับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล และทำการรักษาต่อไป การสัมผัสทางผิวหนัง ให้ล้างผิวหนังส่วนที่สัมผัสด้วยน้ำ ให้ยาต้านพิษ (antidote) ที่จำเพาะต่อพิษของกรดกัดแก้วคือ แคลเซียม โดยถ้าสัมผัสที่ผิวหนัง ให้ทาเจลลี่แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate gel) ที่ผิวหนังส่วนที่สัมผัส การเตรียมเจลลี่ในความเข้มข้น 2.5 % นั้นทำได้โดย ผสมแคลเซียมกลูโคเนต 1 กรัม (ปกติจะเท่ากับ 1 แอมพูล) ผสมกับ เควายเจลลี่ (K-Y Jelly) ปริมาณ 42 กรัม (ปกติเท่ากับ 1 หลอดเล็ก) จะได้ความเข้มข้นประมาณ 2.5 % พอดี ในการรักษาพิษจากกรดกัดแก้วนั้น ปกติจะเตรียมเจลลี่ให้มีความเข้มข้นประมาณ 2.5 – 33 % เมื่อทาเจลลี่แคลเซียมกลูโคเนตแล้ว ควรปิดแผลให้แน่น (occlusive dressing) เพื่อให้เนื้อยาซึมลงไปได้มากๆ หากเป็นการสัมผัสที่มือ อาจเทเจลลี่แคลเซียมกลูโคเนตลงไปในถุงมือยาง แล้วให้ผู้ป่วยสอดมือลงไปแน่นๆ แทนการปิดแผลแน่นได้เหมือนกัน กรณีที่การรักษาด้วยเจลลี่แคลเซียมกลูโคเนตได้ผล ผู้ป่วยจะมีอาการปวดกระดูกลดลงทันทีภายใน 30 – 60 นาที แต่หากยังมีอาการปวดรุนแรง ต้องเปลี่ยนเป็นการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneous injection) หรือฉีดเข้าหลอดเลือดแดง (intra-arterial injection) แทน การฉีดเข้าใต้ผิวหนังนั้น ให้ใช้แคลเซียมกลูโคเนตความเข้มข้น 5 – 10 % ฉีดลงไปใต้ผิวหนัง ตรงที่มีอาการ ใช้เข็มเบอร์ 27 หรือ 30 gauge ฉีด ปริมาณที่ฉีดไม่เกิน 0.5 มิลลิลิตรต่อนิ้ว (0.5 ml/ 1 finger) หรือไม่เกิน 1 มิลลิลิตรต่อตารางเซนติเมตร (1 ml/cm2) ที่ผิวหนังบริเวณอื่น ส่วนการฉีดเข้าหลอดเลือดแดงนั้น ใช้ในกรณีที่มีการสัมผัสบริเวณกว้าง เช่น โดนกรดหกใส่หลายนิ้วหรือทั้งมือ การฉีดควรทำโดยศัลยแพทย์หรือศัลยแพทย์โรคกระดูก ได้จะเป็นการดี การฉีดทำโดยผสม 10 % แคลเซียมกลูโคเนต 10 มิลลิลิตร (ปกติจะเท่ากับ 1 แอมพูล) เข้ากับสารละลาย 5 % เดกโตรสในน้ำ (D5W) ปริมาณ 50 มิลลิลิตร หยดหรือฉีดช้าๆ (infusion) นาน 4 – 6 ชั่วโมง เข้าทางสาย (catheter) ที่ใส่ผ่านหลอดเลือดแดงเรเดียล (radial artery) หรือเบรเคียล (brachial artery) ก็ได้ ต้องดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ฉีด และอย่างน้อยอีก 4 – 6 ชั่วโมงถัดมา ปกติถ้าได้ผลอาการปวดจะหายไป ถ้าหลังฉีดมีอาการปวดขึ้นมาอีก สามารถให้ซ้ำได้อีกครั้งหนึ่ง นอกจากการฉีดเข้าทางหลอดเลือดแดงแล้ว การฉีดแคลเซียมกลูโคเนตเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยการทำเทคนิคพิเศษเรียกว่าวิธีไบเออร์ (Bier block) ก็เชื่อว่าได้ผลดีเช่นกัน (หมายเหตุ ในการฉีดแคลเซียมเข้าใต้ผิวหนังและเข้าหลอดเลือดแดงนี้ อย่าใช้แคลเซียมในรูปแคลเซียมคลอไรด์ฉีด เพราะจะทำให้เนื้อตายมากขึ้น) ส่วนการรักษากรณีที่ตรวจพบมีภาวะเกลือแร่ผิดปกติขึ้น ถ้ามีภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ หรือโพแทสเซียมในเลือดสูง ให้ฉีด 10 % แคลเซียมกลูโคเนต (10 % calcium gluconate) ปริมาณ 0.2 – 0.4 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม (ml/kg) เข้าทางหลอดเลือดดำ หรืออาจใช้ 10 % แคลเซียมคลอไรด์ (10 % calcium chloride) ปริมาณ 0.1 – 0.2 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม (ml/kg) เข้าทางหลอดเลือดดำก็ได้ ถ้ามีแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ให้ประเมินอาการ ถ้ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะแบบ Torsades de pointes หรือมีอาการหัวใจหยุดเต้น หรือชัก ให้ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต (magnesium sulfate) 1 – 2 กรัม เข้าทางหลอดเลือดดำ โดยฉีดเข้าภายในเวลา 5 – 20 นาที สำหรับการสัมผัสทางการกินนั้น ถ้าผู้ป่วยกินกรดกัดแก้วมา ให้ประเมินไว้ว่าเป็นภาวะอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้เสมอ ควรประเมินอาการดูว่า จะมีภาวะทางเดินอาหารทะลุหรือไม่ เช่น ตรวจร่างกายทางหน้าท้องผู้ป่วย ถ่ายภาพรังสีท้องในท่าตั้งเพื่อดูเงาอากาศ (free air) ถ้ามาเร็วอาจใส่ท่อเข้าทางจมูก (NG tube) แล้วดูดน้ำในกระเพาะออก ระวังอย่าให้สำลัก ไม่ให้ผงถ่านกัมมันต์ แต่ควรส่งปรึกษาศัลยแพทย์ หรืออายุรแพทย์โรคทางเดินอาหาร เพื่อมาประเมินอาการ และทำการส่องกล้องดูภายในทางเดินอาหารต่อไป ในกรณีการกินกรดกัดแก้วนี้ ต้องระวังการเกิดความผิดปกติในเรื่องระดับเกลือแร่ และอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเช่นกัน
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันตามหลักอาชีวอนามัย ถ้าสามารถใช้สารเคมีอื่นแทนได้ที่ปลอดภัยกว่าควรหามาใช้ ถ้าจำเป็นต้องใช้กรดกัดแก้วทำงานจริงๆ ควรใช้ระบบปิด ลดการสัมผัส พนักงานที่ทำงานต้องมีความรู้ และป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี กิจการที่ต้องใช้กรดกัดแก้วบ่อยๆ เช่น งานฝีมือกัดแก้วหรือกระจกเป็นลวดลาย ต้องให้ความรู้แก่พนักงาน อาจเตรียมยาต้านพิษ คือเจลลี่แคลเซียมกลูโคเนตไว้ปฐมพยาบาลด้วยก็ได้ มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัสทางผิวหนัง ใส่ถุงมือที่หนาเพียงพอขณะทำงาน - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ควรตรวจสุขภาพ โดยเน้นการสอบถามอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ ดวงตา และผิวหนัง รวมทั้งให้ความรู้ถึงพิษภัยของกรดชนิดนี้แก่พนักงานด้วย - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การรั่วไหลของสารที่ฤทธิ์กัดกร่อนนี้ควรต้องระมัดระวังการระคายเคืองทางเดินหายใจ ดวงตา และผิวหนัง ของผู้ที่เข้าไปกู้ภัยให้มาก กรณีที่รั่วไหลในรูปของไฮโดรเจนฟลูออไรด์ แก๊สจะฟุ้งกระจายไปในอากาศได้ ส่วนกรณีที่รั่วไหลในรูปของกรดกัดแก้ว จะเป็นลักษณะของเหลวหกนองไปกับพื้น แต่ก็ระเหยขึ้นมาในอากาศได้เช่นกัน ชุดที่เข้าไปกู้ภัยควรมีคุณสมบัติป้องกันการกัดกร่อนของกรดได้ และป้องกันการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจกับดวงตาได้ด้วย
เอกสารอ้างอิง - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004. - Minnesota Poison Control System. Hydrofluoric acid (HF) Burns. [cited 4 Jul, 2011]; available from: http://www.mnpoison.org