ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1090
ชื่อ สารเคมี Acetone (อะซิโตน)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Dimethyl ketone; Methyl ketone; Ketone propane; Dimethyl formaldehyde; Beta-ketopropane; Pyroacetic ether; Propanone; Dimethylketal; Pyroacetic acid
สูตรโมเลกุล C3-H6-O
CAS number 67-64-1
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) เป็นของเหลวใสไม่มีสี ระเหยเป็นไอได้ดี มีกลิ่นมิ้นท์ จุดเดือด 56.5 องศาเซลเซียส จุดหลอมเหลว -95 องศาเซลเซียส ติดไฟได้
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV – TWA 500 ppm, STEL 750 ppm
● OSHA OSHA PEL – TWA 1,000 ppm, STEL 1,000 ppm
● NIOSH NIOSH REL – TWA 250 ppm (590 mg/m3)
● IDLH IDLH 2,500 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี)
● มาตรฐานอื่นๆ
● BEI ACGIH BEI (2012)– Acetone in urine (End of shift) = 50 mg/L
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส อุตสาหกรรมที่ใช้ - ใช้ในอุตสาหกรรมการทำเครื่องสำอางค์ - อุตสาหกรรมที่มีการใช้ตัวทำละลาย - ใช้ในการชะล้าง - เป็นสารไล่น้ำ - ช่างเสริมสวย - ช่างไม้ ช่างเฟอร์นิเจอร์ - การผลิตสารหล่อลื่น การผลิตchloroform - อุตสาหกรรมผลิต acetone โดยตรง
กลไกการก่อโรค อะซิโตน สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางได้แก่ ทางการหายใจ ทางการกิน และทางผิวหนัง (พบได้น้อย) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีอาการมึนงง ซึม และซึมผ่านชั้นไขมันบริเวณผิวหนังทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง อะซิโตนจะถูกขับออกจากร่างกายทางลมหายใจออก และทางไตในรูปของคีโตนในปัสสาวะ
อาการเฉียบพลัน ผลต่อระบบประสาท เมื่อรับประทานอะซิโตนเข้าไปจะมีอาการคล้ายกับการดื่มสุราแต่จะไม่มีอาการครื้นเครง (euphoria) และอาการมักจะรุนแรงกว่าการดื่มสุรา อาการสำคัญคืออาการต่อระบบประสาทซึ่งมีได้ตั้งแต่ ซึม จนถึงหมดสติ นอกจากนี้ อะซิโตนยังมีฤทธิกดการหายใจ ทำให้หายใจช้า ระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral circulation) ขยายตัว เกิดความดันโลหิตต่ำ ฤทธิ์ระคายเคือง ผู้ที่สัมผัสอะซิโตน อาจมีอาการแสบตา แสบจมูก ไอ และผื่นคันตามผิวหนัง
อาการเรื้อรัง ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการระยะยาวของอะซิโตน แต่เชื่อว่ามีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เหมือนฤทธิ์ของสารระเหยอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติในเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญาและระบบประสาท (neuropsychiatric disorder)
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) องค์กร IARC ไม่ได้ทำการประเมินไว้ ACGIH carcinogenicity = A4
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย 1. ประวัติการสัมผัสสารอะซิโตน 2. อาการและอาการแสดงเข้าได้กับการสัมผัสสารอะซิโตน 3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจพบระดับอะซิโตนในปัสสาวะขณะเลิกงานมากกว่า 50 mg/L 4. ข้อมูลทางระบาดวิทยา คนที่ทำงานที่เดียวกับมีอาการคล้ายกัน
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) ตรวจเพื่อยืนยันการสัมผัสได้โดย การตรวจหาอะซิโตนในเลือด (acetone in blood) ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากสัมผัสสาร และการตรวจหาอะซิโตนในปัสสาวะ (acetone in urine) ภายใน 3 ชั่วโมงหลังการสัมผัส
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มีการรักษาเฉพาะ
● การรักษาตามอาการ - การรักษาระยะเฉียบพลัน ให้การรักษาแบบประคับประคองโดยเฉพาะการเฝ้าระวังเกี่ยวกับระดับสัญญาณชีพและระดับความรู้สึกตัว เนื่องจากอะซิโตนสามารถทำให้เกิดความผิดปกติได้ทั้งระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ป่วยที่รับสัมผัสอะซิโตนโดยการรับประทาน ควรได้รับการล้างท้องและใช้ผลถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) ในการดูดซับพิษ รักษาอาการแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ จนร่างกายสามารถขับสารอะซิโตนออกมาได้เองจนหมด - การดูแลระยะยาว นัดติดตามอาการเพื่อสังเกตอาการทางระบบประสาท
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน 1. ขณะทำงานควรระวังการสัมผัสผิวหนัง ตาและทางการหายใจ หากมีการสัมผัสทางการผิวหนังหรือกระเด็นเข้าตาควรล้างด้วยน้ำสะอาด 2. การใส่เครื่องป้องกันส่วนบุคคลควรใส่หน้ากาก ถุงมือ รองเท้าบู๊ท ชุดป้องกันสารเคมี และแว่นตานิรภัย ในส่วนของหน้ากากควรใช้หน้ากากที่ป้องกันสารเคมีโดยมี cartridge ที่สามารถป้องกันสารระเหยอิททรีย์ได้ - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ 1. จัดระบบระบายอากาศในสถานประกอบการให้เหมาะสม เพียงพอ 2. ใช้เครื่องป้องกันอันตรายที่เหมาะสม และเพียงพอ - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ 1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจระดับอะซิโตนในปัสสาวะขณะเลิกงาน 2. ซักประวัติอาการและอาการแสดงที่อาจเกิดจากการสัมผัสสารอะซิโตน - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อะซิโตนเป็นสารไวไฟ เมื่อเผาไหม้จะได้แก็สคาร์บอนไดออกไซด์และแก็สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นการเข้าไปกู้ภัยต้องใช้ชุดที่ป้องกันไฟได้ และเนื่องจากการเผาไหม้จะทำให้เกิดแก็สคาร์บอนไดออกไซด์และแก็สคาร์บอนมอนอกไซด์ ระดับของชุดจึงควรเป็นชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA)
เอกสารอ้างอิง - ACGIH. TLVs and BEIs Based on the Documentation of the Threshold Limit Values & Biological Exposure Indices. United States2011. - NIOSH. NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. Available from: http://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0414.html. - Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998. - Haz-Map: Occupational Exposure to Hazardous Agents. Nitric acid. Available from: http://hazmap.nlm.nih.gov/. - วินัย วนานุกูล. อซิโตนและไอโซโปรปานอล. ใน: วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ, สุรจิต สุนทรธรรม, บรรณาธิการ. อาชีวเวชศาสตร์ฉบับพิษวิทยา. กรุงเทพฯ: บริษัท ไซเบอร์ เพรส จำกัด; 2542. หน้า 107-111. - ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมีกรมควบคุมมลพิษ. คู่มือการระงับอุบัติภัยจากวัตถุอันตราย 2546. - ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์กรมควบคุมมลพิษ. Acetone. Available from: http://msds.pcd.go.th/.