ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1170
ชื่อ สารเคมี Ethyl alcohol (เอทิลแอลกอฮอล์)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Ethanol
สูตรโมเลกุล C2-H6-O
CAS number 64-17-5
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ของเหลว ใส ไม่มีสี มีกลิ่น ระเหยง่าย
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (2008) STEL 1,000 ppm
● OSHA OSHA PEL TWA 1,000 ppm
● NIOSH NIOSH REL TWA 1,000 ppm
● IDLH 3,300 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520 TWA 1,000 ppm
● มาตรฐานอื่นๆ ไม่มี
● BEI ไม่มี องค์กร ACGIH ไม่ได้กำหนดไว้
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมการผลิตสี เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีต่างๆ เช่น acetaldehyde, ethyl ether, chloroethane และ butadiene (ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติกและยางสังเคราะห์) ใช้เป็นสารป้องกันการแข็งตัว (antifreeze) ผลิตน้ำมันแก๊ซโซฮอล์ และคุณสมบัติการเป็นตัวทำละลายที่ดีจึงได้ใช้เป็นตัวทำละลายในการผลิตยา พลาสติก เรซิน ยางสังเคราะห์ แลกเกอร์ น้ำมันชักเงา น้ำหอม เครื่องสำอางรวมไปถึงอุตสาหกรรมถนอมอาหาร และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
กลไกการก่อโรค - การกดระบบประสาทส่วนกลาง (CNS depressant) เป็นกลไกหลักหลังจากการได้รับพิษแบบเฉียบพลันจากเอทานอล นอกจากนั้นเอทานอลเองยังเสริมฤทธิ์ให้เกิดการติดยาของยาที่กดประสาทเช่น ยากันชักบางตัว (barbiturate, benzodiazepine) ยากลุ่มโอพิออยด์ (opioids) ยาต้านซึมเศร้า (anti-depressants) และยาต้านโรคจิตประสาท (anti-psychotics) - การเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ (hypoglysemia) อาจเกิดจากการลดลงของกระบวนการสร้างกลูโคส ร่วมกับการสะสมไกลโคเจนลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กๆ และผู้ที่มีภาวะขาดอาหาร - การเป็นพิษของเอทานอล และผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง มีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุ เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติจากการที่ร่างกายไม่ได้รับความอบอุ่น เกิดภาวะที่ทางเดินอาหารและระบบประสาทถูกทำลายจากผลของแอลกอฮอล์ เกิดภาวะขาดสารอาหารและภาวะที่ระบบเผาผลาญมีความผิดปกติ - เภสัชจลนศาสตร์ เอทานอลมีผลต่อร่างกายดังต่อไปนี้ เมื่อกินเอทานอลเข้าไป จะได้รับการดูดซึมสูงสุด 30 – 120 นาที และแพร่กระจายไปในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบในอัตรา 0.5 - 0.7 ลิตรต่อนาที หรือประมาณ50ลิตรในผู้ใหญ่ทั่วไป (volume of distribution 0.5 - 0.7 L/kg or 50 L in average adult) ส่วนการถูกกำจัดออกโดยหลักๆ จะอาศัยปฏิกิริยา oxidation ที่ตับในผู้ใหญ่ทั่วๆ ไปสามารถเผาผลาญได้ในอัตรา 7 – 10 กรัมของแอลกอฮอล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 12 – 25 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งอัตราการเผาผลาญนี้มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล จากความหลากหลายทางพันธุศาสตร์ของเอ็นไซม์ชื่อแอลกอฮอล์ดีไฮโดรจิเนส (alcohol dehydrogenase) และจากการทำงานของการกำจัดแอลกอฮอล์
อาการเฉียบพลัน - เป็นพิษเล็กน้อยถึงปานกลาง ผู้ป่วยจะกล้าแสดงออกมากขึ้น มีอาการอารมณ์ดีอาจมีการสับสนเล็กน้อย เดินเซ ตากระตุก การตัดสินใจและระบบการตอบสนองอัตโนมัติลดลง ความรู้ตัวทางสังคมลดลง เอะอะโวยวาย ก้าวร้าว อาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้โดยเฉพาะในเด็ก และในคนที่เป็นโรคตับหรือ มีการสะสมของไกลโคเจนลดลง - เป็นพิษอย่างรุนแรง มีอาการไม่รู้สติ หรือโคม่า มีการกดการหายใจ หายใจไม่เป็นจังหวะ ม่านตาเล็กลงความดันโลหิตต่ำลง อุณหภูมิร่างกายต่ำลง ชีพจรต่ำลงกล้ามเนื้อลายสลายตัวจากการที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนอย่างยาวนาน
อาการเรื้อรัง - การเป็นพิษต่อตับ มีภาวะไขมันเกาะตับ ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ และอาจก่อให้เกิดภาวะตับแข็งตามมา ซึ่งเมื่อตับแข็งจะตามมาด้วยความดันเลือดในระบบพอร์ทอลเพิ่มสูงขึ้น (portal hypertention) ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดขดตัวมากผิดปกติบริเวณหลอดอาหาร และทวารหนัก เกิดน้ำในช่องท้อง ตามมาด้วยติดเชื้อในช่องท้อง การสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดลดลง เกิดค่าการแข็งตัวของเลือดเพิ่มมากขึ้น (prolong prothrombin time) การทำงานของตับในเรื่องเมตาโบไลต์ยาและสารพิษภายในร่างกายทำได้ลดลง ส่งผลเสียตามมาคือเกิดภาวะสมองเสื่อมเนื่องจากตับเสื่อม (hepatic encephalopathy) - ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นจากเอทานอลเองก่อให้เกิด (alcohol induced gastritis and duodenitis) นอกจากเหตุนี้ ถ้าหากพบว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นเป็นปริมาณมากๆ ต้องนึกถึงภาวะหลอดเลือดดำที่หลอดอาหารโป่งพอง (esophageal varices) แล้วแตก หรืออาจเกิดจากโรคหลอดอาหารฉีกขาดที่เรียกว่า Mallory Weiss tear ก็เป็นไปได้ - กลุ่มอาการทางหัวใจ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายๆ แบบ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนเต้นแบบสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) ซึ่งเกิดโดยสัมพันธ์กับภาวะขาดแคลนเกลือแร่โพแทสเซียมและแมกนีเซียม และการได้รับพลังงานน้อยเกินไปเรียกว่า “holiday heart” การดื่มเป็นเวลานานยังทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนล้า (cardiomyopathy) ได้ด้วย - การเป็นพิษต่อระบบประสาท ดังเช่น สมองส่วนหน้าฝ่อลีบ (cerebral atrophy) การเสื่อมของสมองส่วนหลัง (cerebella degeneration) หรือปลายประสาทชาเป็นลักษณะเหมือนชาบริเวณที่สวมถุงเท้า (peripheral stocking-glove sensory neuropathy) การขาดวิตามินบี1 ร่วมด้วยจะก่อให้เกิดอาการทางประสาทที่เรียกว่าโรค Wernicke’s encephalopathy และโรค Korsakoff’s psychosis - ภาวะคีโตนคั่งจากแอลกอฮอล์ (alcoholic ketoacidosis) จะพบลักษณะเลือดเป็นกรดแบบที่มีช่วงแอนไอออนกว้าง (anion gap metabolic acidosis) และการเพิ่มขึ้นของสาร เบต้าไฮดรอกซีบิวทาเรท (beta-hydroxybutarate) และการเพิ่มขึ้นของสาร อะซิโตอะซิเตต (acetoacetate) อีกเล็กน้อย ช่วงออสโมล (osmolar gap) มีโอกาสสูงขึ้น ทำให้อาจวินิจฉัยสับสนกับภาวะพิษของเมทานอล หรือเอทิลีนไกลคอลได้
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC Classification (2011; Volume 100 in preparation) Group 1 ACGIH Carcinogenicity A3
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย ได้จากการซักประวัติเป็นหลัก นอกจากนั้นได้จากกลิ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตรวจร่างกายพบตากระตุก เดินเซ สับสน หรือดูอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับเอทานอล เช่น ภาวะน้ำตาลต่ำ ปวดศีรษะ อุบัติเหตุ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ Wernicke’s encephalopathy การเกิดพิษมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยาอื่น
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - การตรวจแบบจำเพาะ เจาะเลือดเพื่อหาระดับเอทานอลในเลือดซึ่งค่าที่ได้ก็ขึ้นกับวิธีที่ใช้ตรวจ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการประเมินร่วมกันของระดับเอทานอลในกระแสเลือด ร่วมกับอาการทางคลินิก อย่างไรก็ตามหากพบผู้ป่วยอาการโคม่า แต่มีระดับเอทานอลในเลือดน้อยกว่า 300 mg/dl ควรหาสาเหตุอื่นๆ ที่จะทำให้เกิดโคม่าได้ร่วมด้วย ในกรณีที่อยู่ในที่ที่ไม่สามารถตรวจหาระดับของเอทานอลในเลือดได้นั้น อาจใช้วิธีการคำนวณช่วงออสโมล (osmolar gap) แทน - การส่งตรวจอื่นๆ ขึ้นอยู่กับอาการ และภาวะแทรกซ้อนที่นึกถึง เช่น การส่งหาระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต ค่าเกลือแร่ต่างๆ ค่าการทำงานของตับ ค่าออกซิเจนในเลือดแดง เอ็กซเรย์ปอดในรายที่สงสัยว่ามีการสำลักร่วมด้วย ส่งเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองในกรณีที่สงสัยการบาดเจ็บที่สมอง และตรวจพบอาการผิดปกติทางระบบประสาท
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ - การให้ยาที่จำเพาะและการให้ยาต้านพิษ (specific drug and antidote) โดยปกติแล้วไม่มีสารที่เป็นตัวต้านพิษของเอทานอลได้โดยตรง
● การรักษาตามอาการ - การรักษาในภาวะฉุกเฉินและการรักษาแบบประคับประคอง (emergency and supportive measure) 1. การเป็นพิษแบบเฉียบพลัน (acute intoxication) - ควรระวังเรื่องทางเดินหายใจ ป้องกันการสำลัก ใส่ท่อช่วยหายใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ หากผู้ป่วยมีภาวะหายใจล้มเหลว - ให้น้ำตาลกลูโคส 50 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำ - ให้วิตามินบี 1 ปริมาณ 100 มิลลิกรัม นาน 3 วัน - รักษาภาวะชัก หรือภาวะโคม่า ถ้าหากมีอาการดังกล่าว - ส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นภายใน 4 – 6 ชั่วโมง สังเกตอาการจนกระทั่งระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเหลือน้อยกว่า 50 mg/dl 2. ภาวะคีโตนคั่งจากแอลกอฮอล์ (alcoholic ketoacidosis) - รักษาโดยการให้น้ำให้เพียงพอ - ให้น้ำตาลกลูโคส 50 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำ - ให้วิตามินบี 1 ปริมาณ 100 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำ 3. การถอนแอลกอฮอล์ (alcohol withdrawal) รักษาโดยให้ยา benzodiazepine (Diazepam) 2 - 10 มิลลิกรัม ทางหลอดเลือดดำ และให้ซ้ำได้ตามอาการ - การลดปริมาณพิษ (decontamination) ด้วยเหตุที่เอทานอลถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว การล้างท้องจึงไม่ค่อยทำ นอกจากจะมีการกินยาอื่นเข้าไปด้วย หรือจะทำในกรณีที่กินเข้าไปปริมาณมากและกินมาไม่นานเพียงไม่เกิน 30 – 45 นาที - การเร่งการกำจัดพิษ (enhanced elimination) อัตราการเมตาโบไลต์ของเอทานอลค่อนข้างคงที่ ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 20 – 30 มิลลิกรัม/เดซิลิตร/ชั่วโมง อัตราการกำจัดจะเพิ่มขึ้น ในกรณีคนที่รับสัมผัสเรื้อรัง และในกรณีที่ได้รับสัมผัสมากจนระดับความเข้มข้นในเลือดมากกว่า 300 มิลลิกรัม/เดซิลิตร การฟอกไต (hemodialysis) มีประสิทธิภาพดีในการช่วยกำจัดเอทานอล แต่มักไม่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากการรักษาประคับประคองที่ดีก็มักสามารถช่วยผู้ป่วยได้แล้ว การให้ยาขับปัสสาวะ (diuretic) ไม่มีประโยชน์ในการช่วยเร่งการกำจัดพิษเอทานอล
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน การป้องกันในกรณีที่ใช้เอทานอลในการทำงาน ที่ดีที่สุดคือการลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย คนงานควรได้รับคำแนะนำ เพื่อลดการดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลางานด้วย การตรวจสุขภาพ ควรเน้นการสอบถามอาการเมา หรือมึนงงจากการสูดดมไอของเอทานอล น่าจะบ่งบอกถึงการได้รับสัมผัสสารนี้ได้ดีที่สุด ตรวจเลือดดูระดับการทำงานของตับ เพื่อช่วยในการประเมินเฝ้าระวัง - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ การสัมผัสในงานให้ลดการสัมผัสตามหลักการอาชีวอนามัย การสัมผัสนอกงานให้ลดการดื่มสุรา - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ตรวจดูผื่นแพ้ ตรวจการทำงานของตับทุกปี - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน กรณีเอทานอลรั่วไหล จะเป็นไปในลักษณะของเหลวหกนองพื้น และยังสามารถระเหยเป็นไอขึ้นมาทำให้เกิดอาการมึนงงได้ด้วย ต้องระวังการลุกติดไฟในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย เนื่องจากเอทานอลเป็นสารไวไฟ
เอกสารอ้างอิง - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.