ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1184
ชื่อ สารเคมี 1,2 Dichloroethane
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms ethylene dichloride, dichloroethylene, EDC, glycol dichloride
สูตรโมเลกุล ClCH2-CH2-Cl หรือ C2-H4-Cl2
CAS number 107-06-2
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ของเหลวข้นไม่มีสี ที่อุณหภูมิห้องจะระเหยเป็นไอได้เร็ว มีกลิ่นหอม รสหวาน ไอระเหยหนักกว่าอากาศ เผาไหม้ให้หมอกควัน สามารถติดไฟได้ ก่อให้เกิดประจุไฟฟ้า จะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อโดนอากาศ แสง หรือความชื้น
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV – TWA 10 ppm, Notation = A4
● OSHA OSHA PEL – TWA 50 ppm, Ceiling 100 ppm
● NIOSH NIOSH REL – TWA 1 ppm, STEL 2 ppm, IDLH 50 ppm, Possible occupational carcinogen (NIOSH 2005)
● IDLH 50 ppm, ERPG-1 :50 ppm, ERPG-2: 200 ppm, ERPG-3: 300 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ความเข้มข้นเฉลี่ยตลอดระยะเวลาทำงานปกติ 20 ส่วน/ล้านส่วน ปริมาณความเข้มข้นสูงสุด 200 ส่วน/ล้านส่วน ในระยะเวลาที่กำหนดให้ทำงานได้ 5 นาทีในทุกช่วงเวลา 3 ชั่วโมง ปริมาณความเข้มข้นที่อาจยอมให้มีได้ 100 ส่วน/ล้านส่วน
● มาตรฐานอื่นๆ - Drinking water (lifetime cancer risk of 10-5) 30 microgram/l (WHO 2001) - ประกาศกรมควบคุมมลพิษ เรื่อง กำหนดค่าเฝ้าระวังสำหรับสาร อินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปใน 24 ชั่วโมง กำหนดให้ 1,2 ไดคลอโรอีเทน (1,2 dichloroethane) ต้องไม่เกิน 48 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (พ.ศ. 2552) - EPA กำหนดค่ามาตรฐานในน้ำดื่มไม่เกิน 0.005 mg per liter (5 ppb)
● BEI ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือองค์กรใดกำหนดไว้
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิต vinyl chloride เพื่อนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ polyvinylchloride หรือ PVC เช่น ท่อประปา วัสดุก่อสร้าง ถุงและบรรจุภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ หุ้มเบาะรถยนต์ เครื่องใช้ภายในบ้าน และชิ้นส่วนรถยนต์ 1,2 dichloroethane ใช้เป็นตัวทำละลายและเติมในน้ำมันที่มีสารตะกั่วเพื่อกำจัดสารตะกั่ว ในอดีตใช้ปริมาณน้อยๆ ในอุตสาหกรรม เช่น ทำความสะอาดเสื้อผ้า ขจัดคราบน้ำมันที่อยู่บนโลหะ ย่อยสลายน้ำมัน ไข เรซิน ยาง ใช้เป็นส่วนประกอบในน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน ยาฆ่าแมลง กาวต่างๆ เช่น กาวติด wall paper พรม สีบางชนิด น้ำยาเคลือบเงา
กลไกการก่อโรค ดูดซึมทางปาก ทางผิวหนัง และการหายใจเอาไอระเหยเข้าไป เมื่อถูกความร้อนจะสลายเป็น Hydrogen chloride และ Phosgene
อาการเฉียบพลัน ไอระเหยก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตาและระบบทางเดินหายใจ คลื่นไส้ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการที่เกิดขึ้นจะมากน้อยตามแต่ระยะเวลาที่สัมผัส การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเป็นพิษของ 1,2 dichloroethane สารนี้ดูดซึมทางผิวหนังได้ดี ถ้าได้รับปริมาณมากจะทำลายระบบประสาท ตับ และไต แต่ไม่ทราบระดับปริมาณที่เป็นพิษแน่นอน ผลจากการกินทำให้เกิด pulmonary edema และ bronchitis
อาการเรื้อรัง มีพิษต่อ ตับ ไต และจัดเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ (fibroma ของผิวหนัง และ hemangiosarcoma ของตับและไตในสัตว์ทดลอง) อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในคน
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC carcinogenicity classification : group 2B (possible human carcinogen) (IARC 2001) fibroma ของผิวหนัง และ hemangiosarcoma ของตับและไตในสัตว์ทดลอง
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย จากประวัติการสัมผัส ร่วมกับมีหลักฐานการระคายเคืองของทางเดินหายใจส่วนบนและดวงตา
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - สามารถตรวจ 1,2 dichloroethane ได้ในเลือด ลมหายใจ ปัสสาวะ วิธีการตรวจทางลมหายใจออกเป็นวิธีที่ง่ายจึงน่าจะเป็นวิธีที่ตรวจวัดในผู้ที่พึ่งสัมผัส แต่สารดังกล่าวสลายตัวเร็ว โดยปกติระดับของ 1,2 dichloroethane ในลมหายใจที่ตรวจวัดได้อยู่ในช่วง trace – 0.2 ppb และในปัสสาวะอยู่ในช่วง 50 – 140 ng/L ในผู้ที่มีประวัติการสัมผัส สามารถตรวจพบในน้ำนมของผู้ที่สัมผัส แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันการก่อให้เกิดการพิการแต่กำเนิด - ตรวจ thioethers ในปัสสาวะ โดยวิธีการตรวจด้วย Gas Chromatography (GC) วัดหลังจากสัมผัสเร็วที่สุด และวัดภายใน 48 ชั่วโมง แต่ถูกรบกวนจากสารประกอบอินทรีย์ตัวอื่น การตรวจไม่สามารถแยกกับสารอินทรีย์อื่นได้ ไม่มีความจำเพาะ โดย thioether ตัวที่ไวต่อ 1,2 dichloroethane คือ thidioglycolic acid (sensitive marker) - ตรวจผลกระทบกับร่างกายโดยดูในระบบประสาทส่วนกลาง ตับ และไต บางครั้งอาจมีผลต่อระบบภูมิคุ้ม กัน การเป็นพิษของตับดูได้จากการมี alkylation ของ hepatocellular macromolecules การที่ตับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เอนไซม์ตับ AST, ALT และ LDH สูงขึ้น ผลกระทบต่อไตดูได้จากการมี macro- molecules ใน renal cells ไตมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น มีการขับ glomerular structural protein fibronectin ออกมาทางปัสสาวะเป็นตัวบอกถึง glomerular involvement
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มียาต้านพิษ (antidote) สำหรับสารนี้
● การรักษาตามอาการ ช่วยเปิดทางเดินหายใจในรายที่จำเป็น เฝ้าระวังภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หยอด steroid เพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองตา
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน ไม่จัดเก็บสารไว้ใกล้กับไฟ แหล่งที่ก่อให้เกิดประกายไฟ และไม่สูบบุหรี่ ใช้ระบบปิด ใช้อุปกรณ์ที่ไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตย์ (ต่อสายดิน) ไม่ใช้การอัดอากาศในการเติม ระบาย หรือจัดการกับสารนี้ - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ คนงานควรใช้อุปกรณ์ป้องกันการหายใจ ไม่สัมผัสกับสารนี้โดยตรง ควรใช้ถุงมือหรือเสื้อผ้าที่กันการสัมผัส ใช้อุปกรณ์ป้องกันดวงตา ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำงาน - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ตรวจสุขภาพโดยเน้นดูแลระบบทางเดินหายใจส่วนบน ดวงตา และผิวหนัง - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ช่วยเหลือควรใส่อุปกรณ์ป้องกันที่มีอากาศบรรจุ (Self-contained breathing apparatus; SCBA) และสวมใส่เสื้อผ้าที่ป้องกันการสัมผัสสาร หากสัมผัสทางการหายใจ รีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากแหล่งกำเนิด และให้ออกซิเจนถ้าทำได้ หากสัมผัสทางผิวหนังและดวงตา นำชิ้นส่วนที่ปนเปื้อนออกจากร่างกายทั้งหมด และล้างด้วยน้ำสบู่จำนวนมาก รวมทั้งล้างตาด้วย saline อุ่นหรือน้ำสะอาดให้นานหลายนาที ถอดคอนแทคเลนส์ออกถ้าสามารถทำได้ง่าย หากสัมผัสทางการกิน ไม่ควรให้กินอะไรเลย
เอกสารอ้างอิง - Agency for Toxicological Substance and Disease Registry. Toxicological profile for 1,2 dichloroethane .2001 [cited 2010 11 January]; Available from: http://www.atsdr.cdc.gov/toxprofiles/tp38.html. - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000. - Ladou J. Current occupational & environmental medicine 4th ed. New York: McGraw-Hill 2007. - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 6th ed. New York: McGraw-Hill 2012. - International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs). Geneva: International Labour Office 1998.