ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1193
ชื่อ สารเคมี Methyl ethyl ketone หรือ MEK (เมทิลเอทิลคีโตน)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms MEK, Butanone, 2-Butanone
สูตรโมเลกุล CH3-COCH2-CH3 หรือ C4-H8-O
CAS number 78-93-3
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) เป็นของเหลวใส ไม่มีสี กลิ่นคล้าย acetone (กลิ่นของ acetone มีลักษณะกลิ่นหอมของสารเคมี) ระเหยง่ายและติดไฟง่าย ความดันไอ 77 mmHg (ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส) น้ำหนักโมเลกุล 72.10 ติดไฟได้เองที่อุณหภูมิ 515 องศาเซลเซียส ถ้าสัมผัสความร้อนจะเปลี่ยนเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ สามารถละลายน้ำได้ดีและผสมกับสารตัวทำละลายได้หลายชนิด
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV - TWA 200 ppm, STEL 300 ppm
● OSHA OSHA PEL - TWA 200 ppm (590 mg/m3)
● NIOSH NIOSH REL – TWA 200 ppm (590 mg/m3), ST 300 ppm (885mg/m3)
● IDLH IDLH - 3000 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ไม่ได้กำหนดไว้
● มาตรฐานอื่นๆ
● BEI ACGIH BEI รายการส่งตรวจคือ MEK ในปัสสาวะ (MEK in urine) โดยเก็บที่เวลาหลังเลิกงาน (end of shift) ค่าที่กำหนดคือไม่เกิน 2 mg/L
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส หลักๆคือถูกนำมาใช้เป็นตัวทำละลายสำหรับ vinyl plastic ที่ใช้ในงานเคลือบผิว (coating) ใช้ในการหล่อขึ้นรูป (molding articles) นอกจากนี้ ยังใช้เป็นน้ำมันเคลือบเงาหรือน้ำมันชักเงา (varnish) ใช้ล้างคราบมันบนผิวโลหะ (degreasing metal) ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเทปแม่เหล็ก (magnetic tape) หมึก สีสเปรย์ กาว smokeless powder และผลิตภัณฑ์อุดรอยรั่ว (sealers) และใช้ในการสกัดวัตถุดิบประกอบอาหาร
กลไกการก่อโรค MEK มีฤทธิ์ระคายเคืองเป็นหลัก แต่เมื่อเทียบกับสารตัวทำละลายชนิดอื่น นับว่า MEK มีพิษน้อยกว่าและค่อนข้างปลอดภัยกว่า เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ส่วนใหญ่จะถูกขับออกในรูปเดิม ทางปัสสาวะและทางลมหายใจออก
อาการเฉียบพลัน - หากรับสัมผัสไอระเหยทางการหายใจ จะทำให้ระคายเคืองจมูกและภายในลำคอ และเกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน มึนงง สับสน ชาตามแขนขา และอาจกดระบบประสาทส่วนกลาง - หากสัมผัสทางผิวหนัง จะทำให้ระคายเคืองผิว ทำให้เกิดผิวแห้ง - หากสัมผัสถูกตา จะเกิดการระคายเคืองรุนแรง ปวดตา น้ำตาไหลและทำให้ตามัวชั่วคราว - หากสัมผัสทางการกิน จะทำให้อาเจียน ซึมลง โคม่า ความดันต่ำ หายใจหอบเร็ว และเกิดภาวะ metabolic acidosis ตามมาได้
อาการเรื้อรัง - กดระบบประสาทส่วนกลาง มีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย และอาจทำให้เกิด peripheral neuropathy - หากสัมผัสทางผิวหนังเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังอักเสบ ผื่นแดงและคัน ผิวหนังบางลง
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) ยังไม่มีหลักฐานการก่อมะเร็ง
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย การวินิจฉัยโรคพิษจาก MEK 1. มีอาการและอาการแสดงของโรค เช่น อาการ irritate airway, contact dermatitis, อาการระบบประสาทส่วนกลาง 2. มีประวัติการทำงานสัมผัสสาร MEK 3. มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่แสดงอาการของโรค หรือแสดงการสัมผัส 4. มีข้อมูลทางระบาดวิทยาของเพื่อนร่วมงานสนับสนุน
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - ถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest x-ray) เพื่อดูความผิดปกติของเนื้อปอด ในกรณีสัมผัสทางการหายใจ - การส่งตรวจอื่นให้ส่งตรวจตามอาการ เช่น ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) ระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas)
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มี antidote
● การรักษาตามอาการ - กรณีสัมผัสทางการสูดหายใจ ให้ดูแลทางเดินหายใจเบื้องต้น (maintain airway) ให้ออกซิเจน และดูแลการหายใจตามความรุนแรง เฝ้าระวังการเกิดภาวะปอดอักเสบจากสารเคมี (chemical pneumonitis) - กรณีสัมผัสทางผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ให้ถอดเครื่องนุ่งห่มที่ปนเปื้อนออกให้หมด และล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก หากเข้าตา เมื่อรักษาเบื้องต้นแล้ว ควรส่งต่อให้จักษุแพทย์ดูแลรักษาต่อ - กรณีกลืนกิน พยายามให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ หรือพิจารณาทำการล้างท้อง (gastric lavage) ได้หากยังกินมาไม่เกิน 1 ชั่วโมง - นอกจากนี้ ให้การรักษาตามอาการ ควรเจาะตรวจ arterial blood gas ด้วย หากผู้ป่วยกิน MEK เข้าไปในปริมาณมาก
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน ใช้ PPE ที่เหมาะสม แว่นตาป้องกันของเหลวกระเด็น ชุดเสื้อแขนยาวและถุงมือที่ป้องกันผิวหนัง อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจใช้หน้ากากที่มีตัวกรองไอระเหย - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ไม่รับประทานอาหาร/ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ในบริเวณที่ปฏิบัติงาน ล้างมือทุกครั้งหลังปฏิบัติงาน ทำความสะอาดชุดทำงานและอุปกรณ์ป้องกันต่างๆก่อนนำมาสวมใส่ - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ให้เฝ้าระวังอาการของระบบประสาทส่วนกลาง ระบบทางเดินหายใจ - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การเข้าไปกู้ภัยต้องใช้ชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA)
เอกสารอ้างอิง - ACGIH. TLVs and BEIs Based on the Documentation of the Threshold Limit Values & Biological Exposure Indices. United States 2011. - NIOSH. NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. Available from: http://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0069.html - มาตรฐานการวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550