ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1219
ชื่อ สารเคมี Isopropyl alcohol (ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Isopropanol, IPA, 2-Propanol, Propan-2-ol, Dimethyl carbinol, Rubbing alcohol
สูตรโมเลกุล C3-H8-O
CAS number 67-63-0
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ของเหลว ใส ไม่มีสี มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ติดไฟได้
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (2001) TWA 200 ppm, STEL 400 ppm
● OSHA OSHA PEL TWA 400 ppm (980 mg/m3)
● NIOSH NIOSH REL TWA 400 ppm (980 mg/m3), STEL 500 ppm (1225 mg/m3)
● IDLH IDLH = 2000 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ไม่มี
● มาตรฐานอื่นๆ ไม่มี
● BEI ACGIH BEI (2011) Acetone in urine (End of shift at end of workweek) 40 mg/L
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ มักถูกใช้เป็นแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดพื้นผิว เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของต่างๆ บางครั้งจึงอาจเรียกแอลกอฮอล์ชนิดนี้อีกชื่อหนึ่งนี้ว่า แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาด (rubbing alcohol) ก็ได้ ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้ตามบ้านเรือน หลายสูตรก็อาจพบมีแอลกอฮอล์ชนิดนี้เป็นส่วนผสม บางครั้งอาจพบอยู่ในกระดาษหรือผ้าเช็ดทำความสะอาดสำเร็จรูปที่ชุบแอลกอฮอล์ชนิดนี้มา (wiper) ตามโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็นิยมใช้แอลกอฮอล์ชนิดนี้ในการล้างคราบสกปรก คราบสารเคมี ล้างถังบรรจุสารเคมี รวมถึงใช้เป็นตัวทำละลายด้วย ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ที่ใช้เช็ดทำความสะอาดตามโรงพยาบาลนั้น มักจะมีความเข้มข้นอยู่ที่ประมาณ 70 % เนื่องจากเป็นความเข้มข้นที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคได้ดี และเพื่อป้องกันการสับสนกับเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจจะทำให้มีคนนำไปดื่มด้วยความเข้าใจผิดได้ จึงมักมีการผสมสีฟ้า (brilliant blue) ลงไปเพื่อให้สีแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดตามโรงพยาบาลหลายสูตร ก็ปรับมาใช้เอทิลแอลกอฮอล์แทนไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้นแล้ว แต่ธรรมเนียมการใส่สีฟ้าลงไปในแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดก็ยังได้รับความนิยมอยู่
กลไกการก่อโรค เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์สามารถออกฤทธิ์กดประสาท (CNS depressant) ได้ ฤทธิ์ในการกดประสาทนี้ มีความรุนแรงกว่าเอทิลแอลกอฮอล์ถึงประมาณ 2 – 3 เท่า นอกจากนี้ยังสามารถกดการหายใจ (respiratory depressant) ทำให้ไม่รู้สึกตัว (coma) และหยุดหายใจ (respiratory arrest) ได้ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส (alcohol dehydrogenase) ได้เป็นสารอะซีโตน (acetone) ซึ่งมีฤทธิ์กดประสาทเช่นกัน ทำให้การกดประสาทเกิดต่อเนื่องยาวนานขึ้นอีก สำหรับฤทธิ์ต่อทางเดินอาหาร ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร จึงทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบได้ หากได้รับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เข้าไปปริมาณมาก จะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ (hypotension) เนื่องจากฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว (vasodilatation) และฤทธิ์กดกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial depression)
อาการเฉียบพลัน การได้รับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการเมา คล้ายคนที่ดื่มเอทิลแอลกอฮอล์ ฤทธิ์กดสมองจะทำให้การรู้สติลดน้อยลง พูดไม่ชัด เดินเซ หากได้รับเข้าไปปริมาณมากๆ จะทำให้โคม่า หมดสติ ความดันโลหิตตก และหยุดหายใจได้ ฤทธิ์ระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหาร อาจทำให้พบอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แผลที่กระเพาะอาหาร และอาเจียนเป็นเลือด ถ้าดื่มเข้าไปในปริมาณมาก ตรวจเลือดจะพบภาวะเลือดเป็นกรด (metabolic acidosis) ได้ แต่มักไม่รุนแรงแบบพิษของเมทิลแอลกอฮอล์ อาจพบภาวะช่วงออสโมลสูงขึ้น (elevated osmolar gap) และเนื่องจากไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสารอะซีโตนในร่างกาย ฤทธิ์การกดสมองจะยาวนาน เพราะอะซีโตนก็มีฤทธิ์กดสมองได้เช่นกัน ลมหายใจที่มีอะซีโตนจะทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวขึ้น การสัมผัสทางการหายใจ หากปริมาณไม่มากนัก จะทำให้ระคายเคืองเยื่อบุตา จมูก และคอได้ หากปริมาณสูงๆ สามารถทำให้เกิดอาการตามระบบได้ดังที่กล่าวมา การสัมผัสที่ผิวหนัง จะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง หากสัมผัสบ่อยๆ นานๆ จะทำให้เกิดผิวแตกลอก และผื่นแพ้ การสัมผัสที่ดวงตาทำให้เกิดการระคายเคือง การระคายจนเป็นแผลที่กระจกตาพบได้แต่ไม่บ่อยนัก
อาการเรื้อรัง การได้รับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการเมา คล้ายคนที่ดื่มเอทิลแอลกอฮอล์ ฤทธิ์กดสมองจะทำให้การรู้สติลดน้อยลง พูดไม่ชัด เดินเซ หากได้รับเข้าไปปริมาณมากๆ จะทำให้โคม่า หมดสติ ความดันโลหิตตก และหยุดหายใจได้ ฤทธิ์ระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหาร อาจทำให้พบอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แผลที่กระเพาะอาหาร และอาเจียนเป็นเลือด ถ้าดื่มเข้าไปในปริมาณมาก ตรวจเลือดจะพบภาวะเลือดเป็นกรด (metabolic acidosis) ได้ แต่มักไม่รุนแรงแบบพิษของเมทิลแอลกอฮอล์ อาจพบภาวะช่วงออสโมลสูงขึ้น (elevated osmolar gap) และเนื่องจากไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นสารอะซีโตนในร่างกาย ฤทธิ์การกดสมองจะยาวนาน เพราะอะซีโตนก็มีฤทธิ์กดสมองได้เช่นกัน ลมหายใจที่มีอะซีโตนจะทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวขึ้น การสัมผัสทางการหายใจ หากปริมาณไม่มากนัก จะทำให้ระคายเคืองเยื่อบุตา จมูก และคอได้ หากปริมาณสูงๆ สามารถทำให้เกิดอาการตามระบบได้ดังที่กล่าวมา การสัมผัสที่ผิวหนัง จะทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง หากสัมผัสบ่อยๆ นานๆ จะทำให้เกิดผิวแตกลอก และผื่นแพ้ การสัมผัสที่ดวงตาทำให้เกิดการระคายเคือง การระคายจนเป็นแผลที่กระจกตาพบได้แต่ไม่บ่อยนัก
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC (1999) Group 3 ACGIH Carcinogenicity (2001) A4
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย ไม่มี (ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคจากการทำงานของประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2550)
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ การตรวจเพื่อดูการสัมผัสในการทำงาน (occupational exposure) ตรวจได้โดยดูระดับสารอะซีโตนในปัสสาวะ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biological marker) มาตรฐานของไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ การเก็บให้เก็บหลังเลิกกะในวันสุดท้ายของสัปดาห์การทำงาน (end of shift at end of workweek) ถ้ามีระดับอะซีโตนในปัสสาวะเกิน 40 mg/L ถือว่ามีความเสี่ยงจากการสัมผัสไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เกินมาตรฐาน - การตรวจเพื่อช่วยในการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษ การตรวจในผู้ป่วยที่ได้รับพิษเฉียบพลัน อาจส่งตรวจเลือดเพื่อดูระดับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์และอะซีโตน ถ้าสามารถหาห้องปฏิบัติการส่งตรวจได้ อาจจะพบระดับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์และอะซีโตนในเลือดสูงขึ้น การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นที่มีประโยชน์ เช่น ระดับเกลือแร่ในเลือด (serum electrolyte) ระดับออสโมล (serum osmol and osmolar gap) ระดับแก๊สในเลือดแดง (arterial blood gas) ระดับออกซิเจนในเลือด (pulse oximetry) การทำงานของตับ (liver function test) การทำงานของไต (BUN and creatinine) ควรส่งตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วย (serum glucose) เนื่องจากอาจพบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ป่วยที่ได้รับพิษได้
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มียาต้านพิษ
● การรักษาตามอาการ ตรวจดูการหายใจ ถ้าไม่หายใจให้ใส่ท่อช่วยหายใจ และช่วยการหายใจ ให้ออกซิเจน 100 % เสริม ตรวจวัดสัญญาณชีพ และระดับความรู้สึกตัวของผู้ป่วย ทำการรักษาถ้ามีภาวะโคม่า ความดันโลหิตต่ำ และระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หากมีปัญหาเรื่องระดับความรู้สติ หรือมีอาการมาก ควรให้สังเกตอาการ และรับไว้รักษาตัวที่โรงพยาบาล จะเป็นการปลอดภัยที่สุด การรักษาหลักคือการรักษาประคับประคอง (supportive treatment) ไม่มียาต้านพิษ (antidote) สำหรับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ การรักษาโดยการให้เอทานอล (ethanol therapy) แบบการรักษาพิษเมทานอลนั้นไม่จำเป็นต้องทำ เพราะไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรงแบบเมทานอล หากผู้ป่วยกินไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์เข้าไป จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหารอย่างรวดเร็ว ถ้ามาพบแพทย์เร็วภายใน 30 นาที และกินเข้าไปจำนวนมาก การใส่ท่อเข้าไปในกระเพาะอาหาร (NG tube) แล้วดูดออก อาจได้ประโยชน์บ้างเล็กน้อย แต่ถ้ามาหลังจากนั้น มักไม่ทัน เนื่องจากไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปแล้ว การให้ผงถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) เพื่อลดการดูดซึมนั้นไม่มีประโยชน์ การให้ยาขับปัสสาวะเพื่อหวังผลให้ขับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ออกมา (force diuresis) นั้นไม่มีประโยชน์ หลังจากรักษาแบบประคับประคองแล้ว ถ้าอาการยังหนัก ไม่รู้สติ มีไตวายเฉียบพลัน ความดันโลหิตตก โดยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยสารน้ำและยาเพิ่มความดัน (inotropic drug) หรือระดับไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ในเลือดสูงมากเกิน 500 mg/dL อาจพิจารณาทำการล้างไต (hemodialysis) ซึ่งมักได้ผลดีในการกำจัดไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือด
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน การป้องกัน ทำตามหลักอาชีวอนามัย เพื่อลดการสัมผัสไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ ในการทำงาน การใช้สารเคมีต้องทำด้วยความระมัดระวัง ตรวจสอบเครื่องจักรและถังบรรจุสารเคมี อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการรั่วไหล มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย การเฝ้าระวังทางการแพทย์ การเฝ้าระวังทำโดย ตรวจวัดระดับสารเคมีในอากาศที่ทำงาน ตรวจวัดระดับอะซีโตนในปัสสาวะของพนักงาน เพื่อประเมินระดับการสัมผัส ตรวจร่างกายดูผื่นแพ้ สอบถามอาการระคายเคือง ตา จมูก ทางเดินหายใจ และตรวจระดับการทำงานของตับ - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นของเหลว หากรั่วไหลจึงอาจเป็นไปในลักษณะหกนองไปตามพื้นได้ ถ้าหกรดตัวต้องรีบทำการล้างตัวให้ผู้ป่วยอย่างรวดเร็วเนื่องจากอาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังจนทำให้เกิดอันตราย หากหกรดพื้นเป็นปริมาณเล็กน้อย ควรรีบทำการเช็ดทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว หากหกเป็นปริมาณมาก เช่นในกรณีรถบรรทุกสารนี้พลิกคว่ำ ต้องใช้ทีมกู้ภัยในการกู้เก็บ เนื่องจากสามารถระเหยเป็นไอได้ หากรั่วไหลออกมาจำนวนมากและปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ไอระเหยที่ค่อยๆ เกิดขึ้น (การระเหยมักเกิดขึ้นช้าๆ) อาจมีความเข้มข้นสูงและก่ออันตรายรุนแรงแก่ผู้ที่เข้าไปเก็บกวาด และเนื่องจากสามารถติดไฟได้ดีมาก จึงอาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้รวมถึงการระเบิดขึ้นได้ ผู้ที่เข้าไปกู้ภัยควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
เอกสารอ้างอิง - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004. - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.