ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1294
ชื่อ สารเคมี โทลูอีน (Toluene)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Methylbenzene, Methylbenzol, Phenylmethane, Toluol
สูตรโมเลกุล C6-H5-CH3 หรือ C7-H8
CAS number 108-88-3
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ของเหลว ไม่มีสี มีกลิ่นหอมอโรมาติก ระเหยเป็นไอได้
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (2006) – TWA 20 ppm
● OSHA OSHA PEL 200 ppm, Ceiling 300 ppm, maximum 500 ppm in 10 minutes
● NIOSH NIOSH REL – TWA 100 ppm (375 mg/m3), STEL 150 ppm (560 mg/m3)
● IDLH IDLH – 500 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) กฎหมายแรงงานไทย TWA 200 ppm, Ceiling 300 ppm, Maximum 500 ppm in 10 minutes
● มาตรฐานอื่นๆ EPA NAAQS – N/A กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – N/A
● BEI ACGIH BEI (2009) – Hippuric acid ในปัสสาวะหลังเลิกงานไม่เกิน 1.6 g/g creatinine, o-Cresol ในปัสสาวะหลังเลิกงานไม่เกิน 0.5 mg/L, Toluene ในเลือดก่อนเข้างานวันสุดท้ายของสัปดาห์ไม่เกิน 0.05 mg/L ACGIH BEI (2011) ได้ยกเลิกการกำหนดมาตรฐานการตรวจ Hippuric acid ในปัสสาวะหลังเลิกงาน และเปลี่ยนมาเป็นการตรวจ Toluene ในปัสสาวะหลังเลิกงานแทน (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.03 mg/L) ส่วนมาตรฐานการตรวจ o-Cresol ในปัสสาวะ และ Toluene ในเลือด ยังคงเดิม
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส อุตสาหกรรมที่ใช้ - เป็นสารที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ - เป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำมันแก๊สโซลีน (gasoline) - เป็นตัวทำละลายที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ทินเนอร์ แลคเกอร์ กาว สีทาบ้าน สีวาดรูป หมึกพิมพ์ น้ำมันวานิช น้ำมันเคลือบเงา ยาทาเล็บ ยาล้างเล็บ น้ำยาลบสี น้ำยาทำความสะอาด ยาฆ่าแมลง น้ำยาล้างคราบมัน (เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัทจะมีสูตรเฉพาะของตนเอง การที่เราจะทราบได้ว่าผลิตภัณฑ์ใดมีส่วนผสมของโทลูอีนอยู่บ้างนั้นต้องอ่านจากฉลากบรรจุผลิตภัณฑ์เป็นหลัก) - อยู่ในรูปสารประกอบกับสาร isocyanate เช่น 2,4-toluene diisocyanate (TDI) หรือ toluene 2,6-diisocyanate ใช้ในการพ่นเคลือบสีรถยนต์ เครื่องบิน เครื่องเรือน พื้นไม้
กลไกการก่อโรค ออกฤทธิ์กดสมอง ทำให้มึนงง ซึม คล้ายคนเมา กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ระคายเคืองต่อเยื่อบุ เช่น ตา ช่องปาก ทางเดินอาหาร เป็นพิษต่อตับและไต
อาการเฉียบพลัน โทลูอีนเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากการหายใจ การกิน และซึมผ่านผิวหนัง ไอระเหยทำให้ระคายเคือง จมูก คอ ทางเดินหายใจ ไอ หลอดลมตีบ แน่นหน้าอก และปอดบวมน้ำ การสัมผัสที่ผิวหนังทำให้ผิวแห้ง แดง เกิดผื่นแพ้ และตุ่มน้ำขึ้นได้ หากเข้าตาจะทำให้ระคายเคืองตา ถ้าเป็นมากอาจเกิดเยื่อบุตาขาวบวม (conjunctival hyperaemia) และกระจกตาบวมได้ (corneal edema) ฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นเหตุให้ผู้ที่สัมผัสปริมาณสูงอาจเสียชีวิตแบบฉับพลันได้ (sudden death) ฤทธิ์กดประสาททำให้ ง่วงซึม มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ความรู้สึกตัวลดลง ชัก ความดันตก และหมดสติได้ การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าการสัมผัสเสียงดังร่วมกับโทลูอีน จะทำให้มีโอกาสเกิดประสาทหูเสื่อมจากเสียงดังได้มากขึ้น
อาการเรื้อรัง การสัมผัสในระยะยาว เช่น ในคนดมกาว หรือจากการทำงานที่ไม่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมที่ดีพอ จะทำให้มีอาการมึนเมา อ่อนเพลีย ปวดหัว วิงเวียน เบื่ออาหาร ความจำไม่ดี ความสามารถในการคิดคำนวณไม่ดี อาการทางสมองนี้สามารถเป็นอย่างถาวรได้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ตับเสื่อม ไตเสื่อม (renal tubular acidosis) ระดับเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ (hypokalemia) การดื่มสุรา (ethyl alcohol) จะทำให้การกำจัดโทลูอีนออกจากร่างกายทำได้น้อยลง ในคนงานที่ทำงานสัมผัสโทลูอีนจึงไม่ควรดื่มสุราจัด เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดพิษโทลูอีนได้
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC = Group 3 ACGIH Carcinogenicity = A4
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีเกณฑ์การวินิจฉัยโรคสำหรับเบนซีนและสารที่มีโครงสร้างคล้ายเบนซีนที่แน่นอนหรือเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป จึงใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางอาชีวเวชศาสตร์เป็นหลัก ได้แก่ 1. มีอาการและอาการแสดงของโรคชัดเจน ได้แก่ อาการทางระบบประสาท และอาการเฉพาะของสารแต่ละตัว เป็นต้น 2. มีประวัติการสัมผัส โดยทำงานที่มีการสัมผัสเบนซีนและสารที่มีโครงสร้างคล้ายเบนซีนที่ความเข้มข้นสูง 3. มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการแสดงอาการของโรค หรือ แสดงว่ามีการสัมผัส ดังแสดงไว้ด้านบน แต่จะต้องระวังในการแปรผลเนื่องจากค่าต่างๆ นั้นเป็นไปเพื่อการเฝ้าระวัง ไม่ได้บอกว่าถ้าเกินค่าปกติจะเป็นโรค 4. มีข้อมูลสิ่งแวดล้อมสนับสนุนว่ามีความเข้มข้นเบนซีนและสารที่มีโครงสร้างคล้ายเบนซีนเกินค่ามาตรฐานที่กฏหมายกำหนด 5. มีข้อมูลทางระบาดวิทยา ของเพื่อนร่วมงานสนับสนุน 6. มีการวินิจฉัยแยกโรคอื่นแล้ว
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - การตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัสสารโทลูอีนทำได้หลายวิธี ที่นิยมคือการตรวจ hippuric acid ในปัสสาวะ, o-cresol ในปัสสาวะ และ toluene ในเลือด การตรวจ hippuric acid ในปัสสาวะ เป็นการตรวจที่นิยมอย่างแพร่หลาย สาร hippuric acid เป็นเมตาโบไลต์สำคัญตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับโทลูอีนเข้าสู่ร่างกาย ค่าครึ่งชีวิตของสารนี้ในปัสสาวะเท่ากับ 5 – 40 ชั่วโมง ข้อควรระวังในการแปลผลการตรวจนี้คือ 1) hippuric acid จะเกิดขึ้นได้จากการบริโภคอาหารที่ใช้ benzoic acid หรือเกลือ benzoate เช่น sodium benzoate เป็นสารกันบูดได้ด้วย ส่วนใหญ่อาหารกลุ่มนี้จะเป็นอาหารที่มีสภาวะเป็นกรด รสเค็มหรือเปรี้ยว เช่น น้ำผลไม้กระป๋อง น้ำอัดลม น้ำซ่า (sparkling) อาหารกระป๋องดอง (pickle) เป็นต้น 2) hippuric acid เกิดขึ้นได้จากการสัมผัส styrene เช่นกัน 3) การสัมผัสกับตัวทำละลายตัวอื่น เช่น xylene หรือการดื่มสุรา ethyl alcohol จะลดประสิทธิภาพของการกำจัดโทลูอีนออกจากร่างกาย จึงอาจตรวจ hippuric acid ในปัสสาวะได้ต่ำแม้ว่าจะสัมผัสโทลูอีนในปริมาณสูง - การตรวจ o-cresol ในปัสสาวะ มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 5 – 40 ชั่วโมงเช่นกัน การแปลผลต้องระวังในกรณีที่สัมผัสตัวทำละลายหลายชนิดพร้อมกัน และในคนที่ดื่มสุราเช่นกัน แต่มีข้อดีกว่าการตรวจ hippuric acid คือไม่ถูกรบกวนจากการกินอาหารที่มีสาร benzoic acid และ benzoate - การตรวจโทลูอีนในเลือด (toluene in blood) มีค่าครึ่งชีวิตสั้นเพียงไม่เกิน 5 ชั่วโมง จึงเหมาะจะใช้ตรวจเพื่อยืนยันการสัมผัสและควรตรวจหลังการสัมผัสมาเป็นเวลาไม่นาน การแปลผลต้องระวังในกรณีที่สัมผัสตัวทำละลายหลายชนิดพร้อมกัน และในคนที่ดื่มสุราเช่นกัน - การตรวจโทลูอีนในปัสสาวะ (toluene in urine) เป็นมาตรฐานตัวบ่งชี้ทางชีวภาพสำหรับการสัมผัสโทลูอีนตัวใหม่ ที่องค์กร ACGIH ได้กำหนดเพิ่มเติมขึ้นในปี ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554) มีข้อดีคือมีความจำเพาะมากกว่าการตรวจ hippuric ในปัสสาวะ สามารถส่งตรวจได้หากมีห้องปฏิบัติการรองรับ - การตรวจที่ช่วยในการรักษากรณีพิษจากโทลูอีน ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac enzyme) ภาพรังสีทรวงอก (CXR) ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) ระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas) การทำงานของตับ (liver function test) และการทำงานของไต (BUN, creatinine)
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มียาต้านพิษ
● การรักษาตามอาการ ทำการล้างตัว ดูสัญญาณชีพ ให้ออกซิเจนเสริม ใส่ท่อช่วยหายใจถ้าหยุดหายใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างรวดเร็ว ให้การรักษาถ้ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าเต้นผิดจังหวะแบบ tachyarrhythmia ให้การรักษาด้วย propanolol 1 – 2 mg IV สังเกตอาการปอดบวมน้ำ รักษาตามอาการ ไม่มียาต้านพิษสำหรับโทลูอีน
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน ลดการสัมผัส ลดการใช้ - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ตรวจผื่นแพ้ การทำงานของตับและไต ตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น โทลูอีนในเลือด ทุกปี - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่นเดียวกับตัวทำละลายอินทรีย์อื่นๆ โทลูอีนติดไฟได้ง่าย (NFPA Code: H2 F3 R0) ระเหยเป็นไอได้ดีทำให้กระจายไปในอากาศได้มาก การเตรียมตัวสำหรับหน่วยกู้ภัยชุดที่ใส่ต้องเป็นชุดทนไฟ ระดับการป้องกันจะใส่ชุดระดับใดนั้นขึ้นกับสถานการณ์ แต่เนื่องจากเป็นสารไวไฟ กรณีที่มีการรั่วไหลและมีไฟไหม้ด้วยแนะนำให้ใส่ชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA) จะดีที่สุด
เอกสารอ้างอิง - Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998. - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000. - Morata TC, Dunn DE, Kretschmer LW, Lemasters GK, Keith RW. Effects of occupational expo-sure to organic solvents and noise on hearing. Scand J Work Environ Health. 1993;19:245-54. - Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001. - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.