ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1558
ชื่อ สารเคมี Arsenic (สารหนู)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms arsenic black, arsenic-75, colloidal arsenic, grey arsenic, metallic arsenic
สูตรโมเลกุล As
CAS number 7440-38-2
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) สารหนูในรูปธาตุบริสุทธิ์ (elemental form) เป็นโลหะสีเทาเงิน มันวาว ค่อนข้างเปราะ สารประกอบของสารหนู (amorphous form อาจมีสีเหลือง หรือดำ) ส่วนใหญ่อยู่ในรูปผงหรือผลึกซึ่งไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส บางครั้งอาจอยู่ในรูปผงสีเทาดำ ผิวที่มันวาวเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนจะเป็นสีดำด้าน ส่วน arsenic trichloride และ arsenic acid มีลักษณะเป็นของเหลวคล้ายน้ำมัน ความดันไอต่ำมาก ประมาณ 1 mmHg (ที่อุณหภูมิ 372 องศาเซลเซียส) น้ำหนักอะตอม 74.92 มีวาเลนซีที่สำคัญคือ 3 (trivalent arsenic, As III) และ 5 (pentavalent arsenic, As V)
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV: TWA 0.01 mg/m3
● OSHA OSHA PEL: TWA 0.010 mg/m3
● NIOSH NIOSH REL: Ca C 0.002 mg/m3 [15-minute]
● IDLH Ca [5 mg/m3 (as As)]
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) 0.5 mg/m3
● มาตรฐานอื่นๆ
● BEI ACGIH BEI (กรณีวัดการสัมผัส arsenic, elemental and soluble inorganic compounds) รายการที่ส่งตรวจคือ inorganic arsenic plus methylated metabolites in urine โดยเก็บวันสุดท้ายของสัปดาห์การทำงาน (end of workweek) ค่าที่กำหนดคือ 35 µg As/L
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส พบได้มากในงานหลอมโลหะ หรือถลุงแร่ เช่นเหมืองดีบุก อุตสาหกรรมผลิตสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ที่ใช้สารหนูเป็นส่วนผสม นอกจากนี้ มีการใช้สารหนูและสารประกอบของสารหนู ในการผลิตอัลลอยด์ (alloys) แบตเตอรี่ ที่หุ้มสายเคเบิล ผสมในสี อุตสาหกรรมแก้ว ใช้ในการฟอกหนัง สารถนอมไม้หรือรักษาเนื้อไม้ ส่วนแก๊สอาร์ซีน (arsine) ใช้มากในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
กลไกการก่อโรค สารหนูอนินทรีย์ วาเลนซี 3 เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะจับกับ sulfhydryls groups ภายในเซลล์ และก่อให้เกิดการยับยั้งเอนไซม์ต่างๆ ในเซลล์ (ซึ่งเกี่ยวข้องในกระบวนการ cell respiration, glutathione metabolism, การซ่อมแซม DNA) ส่วนสารหนูอนินทรีย์ วาเลนซี 5 และแก๊ส arsine เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะกลายเป็นวาเลนซี 3 ทำให้เกิดผลตามกลไกดังกล่าว จากนั้นสารหนู วาเลนซี 3 จะถูก metabolized กลายเป็น MMA (monomethylarsonic acid) และ DMA (dimethylarsinic acid) ซึ่งถูกขับออกทางปัสสาวะ
อาการเฉียบพลัน - หากรับสัมผัสทางการหายใจ จะทำให้ระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนต้น อาจเริ่มจากอาการไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก ในรายที่เป็นรุนแรงอาจเกิดคออักเสบ (pharyngitis) ปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) อาจถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลว (respiratory failure) นอกจากนี้ยังเกิดพิษแบบ systemic ได้ด้วย - หากรับสัมผัสทางผิวหนัง จะทำให้ระคายเคือง และกัดกร่อนผิวหนัง เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ (dermatitis) กรณีสารหนู วาเลนซี 3 ซึ่งละลายในไขมันได้ดี จะถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง ทำให้เกิดพิษแบบ systemic ได้ด้วย - หากสัมผัสถูกตา จะทำให้ระคายเคือง และกัดกร่อนอย่างมาก ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis) มีอาการคันตา แสบตา น้ำตาไหล อาจมีอาการตาสู้แสงไม่ได้ หรือมองภาพไม่ชัดตามมาได้ - หากรับสัมผัสทางการกิน จะเกิดอาการแสบริมฝีปาก ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายกระเทียม รู้สึกตีบภายในลำคอ กลืนลำบาก ต่อมามีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือเป็นสีเหมือนน้ำซาวข้าว อาการดังกล่าวเกิดได้ภายใน 30 นาที หรือเป็นชั่วโมง นอกจากนี้ยังเกิดพิษแบบ systemic ได้ด้วย - พิษแบบ systemic ได้แก่ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ผิวหนังเย็นชื้น มีอาการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ หรือสูญเสียเลือด อาจถึงขั้นช็อกได้ เมื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาจพบลักษณะหัวใจเต้นเร็ว ventricular fibrillation หรือ ventricular tachycardia อาจพบ QT prolong หรือ T-wave เปลี่ยนแปลงได้ รายที่เป็นรุนแรง อาจโคม่า ชัก และเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง แต่ในรายที่พ้นช่วงวิกฤต อาจมีความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย (delayed peripheral neuropathy) เกิดขึ้นหลังจากนั้นหลายสัปดาห์ได้ โดยมีลักษณะชาส่วนปลายแบบสมมาตร (symmetric distal sensory loss) มักเกิดกับส่วนขามากกว่าแขน
อาการเรื้อรัง - อาการที่พบได้บ่อยคือ ผลต่อระบบผิวหนัง ได้แก่ ผิวหนังหนาแข็ง (hyperkeratosis) หรือมีลักษณะ raised punctuate หรือ verrucous มักพบที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ซึ่งเรียกว่า “Arsenical keratoses” บางรายเกิดเป็นแผลเรื้อรัง หรือก้อนที่ผิวหนัง ซึ่งอาจเป็นรอยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดต่างๆได้ (เช่น Bowen disease, basal cell carcinoma, squamous cell carcinoma) นอกจากนี้ยังพบลักษณะผิวหนังสีเข้มขึ้น (hyperpigmentation) มักเห็นเป็นสีคล้ายทองแดง (bronze) กระจายโดยทั่ว สลับด้วยหย่อมของสีผิวที่อ่อนกว่าปกติ เล็บอาจมีลักษณะเปราะ และมีขีดขาวที่เล็บ (เรียกว่า Mee’s line) อาจมีผมร่วงได้ - ผลเฉพาะที่ ต่อระบบทางเดินหายใจส่วนต้นคือ ทำให้เจ็บคอ ไอมีเสมหะ และทำให้ผนังกั้นโพรงจมูกเป็นแผลหรือทะลุได้ - ผลต่อระบบประสาท คือมีอาการชาจากความผิดปกติของเส้นประสาท (peripheral neuritis and neuropathy) ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย - ผลต่อระบบอื่นๆ ได้แก่ ตับโต ดีซ่าน ไตวาย อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) มีผลต่อระบบโลหิต โลหิตจาง (เกิดภาวะ pancytopenia, aplastic anemia, leukemia) นอกจากนี้มีรายงานว่าทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว (vasospasm) และเนื้อตาย (gangrene) เรียกว่า “black foot disease” ซึ่งเคยพบในผู้รับสัมผัสสารหนูจากสิ่งแวดล้อม - สารหนูมีคุณสมบัติเป็นสารก่อกลายพันธุ์ สารก่อลูกวิรูป (fetotoxicity) และก่อมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma) และมะเร็งหลอดเลือดของตับ (angiosarcoma of liver) - สารหนูสามารถผ่านรกได้ ทำให้เกิดผลต่อทารกในครรภ์ ทารกมีภาวะน้ำหนักแรกคลอดน้อย หรือเกิดความผิดปกติในครรภ์ได้ (congenital abnormalities)
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC Classification Group 1 (เป็นสารที่ยืนยันชัดเจนว่าก่อมะเร็ง) (skin, respiratory tract, liver) ACGIH Carcinogenicity A1 (confirmed human carcinogen)
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย การวินิจฉัยโรคพิษสารหนู 1. มีอาการและอาการแสดงของโรค โดยระยะเฉียบพลันจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เม็ดเลือดแดงแตก มีดีซ่าน ช๊อค ในระยะเรื้อรังจะมีเมลาโนซิส ปลายประสาทอักเสบ ซีด โรคของหัวใจและเส้นเลือด มะเร็งของผิวหนังและปอด มะเร็งตับชนิด Hepatic angiosarcoma พบ mee’s line ที่เล็บมือ เป็นต้น 2. มีประวัติการทำงานสัมผัสสารหนู 3. มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่แสดงอาการของโรค หรือแสดงการสัมผัส 4. มีข้อมูลสิ่งแวดล้อมสนับสนุนว่ามีความเข้มข้นของสารหนู เกินค่า มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 5. มีข้อมูลทางระบาดวิทยาของเพื่อนร่วมงานสนับสนุน 6. มีการวินิจฉัยแยกโรคอื่นแล้ว
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - ค่าปกติของระดับสารหนูในเลือด คือ 10 µg/L แต่เนื่องจากสารหนูในเลือดถูกกำจัดออกได้เร็ว จึงนิยมตรวจระดับสารหนูในปัสสาวะมากกว่า (total urine arsenic level) ในคนทั่วไป สามารถตรวจพบระดับสารหนูในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ได้ในปริมาณน้อยกว่า 10 µg/gCr (เนื่องจากเป็น background exposure จากอาหาร) ผู้ที่สัมผัสสารหนูจากการทำงานในปริมาณ 0.01 mg/m3 จะมีค่าระดับสารหนูในปัสสาวะประมาณ 50 µg/gCr ส่วนรายที่เป็นพิษเฉียบพลัน มักมีระดับสารหนูสูงกว่า 1000 µg/gCr - ข้อควรระวังคือ การรับประทานอาหารทะเล อาจทำให้ตรวจพบระดับสารหนูโดยรวม (total arsenic) สูงขึ้นได้ เนื่องจากมีสารประกอบสารหนูอินทรีย์ (ซึ่งไม่มีพิษต่อร่างกาย) ปนอยู่ในอาหารทะเลโดยธรรมชาติ ในกรณีที่ต้องการเจาะจงตรวจระดับสารหนูอนินทรีย์ สามารถส่งตรวจค่า MMA และ DMA (ซึ่งเป็น metabolites ของสารหนูอนินทรีย์) แทนการตรวจ total arsenic ได้ - รายที่เกิดพิษแบบ systemic โดยเฉพาะการรับสัมผัสสารหนูทางการกิน สามารถตรวจพบสารหนูสะสมในเส้นผมหรือเล็บได้ - CBC, blood smear (เพื่อดู basophilic stripling), electrolytes, glucose, BUN, creatinine, liver enzymes, CPK, UA, EKG, x-ray abdomen & chest, nerve-conduction studies, tissue biopsy (เพื่อตรวจหามะเร็ง)
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ - เมื่อระดับสารหนูในปัสสาวะสูงกว่า 200 µg/L ควรทำการ chelate - DMPS เป็น treatment of choice ขนาดที่ให้สำหรับภาวะพิษเฉียบพลันคือ 100 – 300 mg กินทุก 2 ชั่วโมง ในวันแรก จากนั้น 100 mg กินทุก 4 – 8 ชั่วโมง หากให้แบบ intravenous ขนาดคือ 5 mg/kg ทุก 4 ชั่วโมงในช่วง 24 ชั่วโมงแรก จากนั้นให้ทิ้งช่วงเป็นทุก 6, 8, 12 ชั่วโมงโดยพิจารณาตามอาการของผู้ป่วย สำหรับกรณีพิษเรื้อรัง ควรให้กิน 100 mg วันละ 3 เวลา ทั้งนี้ควรให้การ chelate ไปจนกว่าจะตรวจพบระดับสารหนูในปัสสาวะต่ำกว่า 200 µg/L - สารอื่นๆที่ใช้ chelate ได้แก่ dimercaprol และ penicillamine - ขนาดของ dimercaprol คือ 3 mg/kg ฉีดเข้ากล้าม (ควรฉีด gluteal) ทุก 4 ชั่วโมงในช่วง 2 วันแรก จากนั้นทุก 12 ชั่วโมงไปอีก 7 วันจนอาการปกติหรือจนระดับสารหนูในปัสสาวะ 24 ชั่วโมงต่ำกว่า 50 µg/L ทั้งนี้ side effect ของ dimercaprl ที่พบได้คือผื่น urticaria อาการแสบริมฝีปากและในลำคอ ไข้ ปวดศีรษะ เยื่อบุตาอักเสบ ตะคริว ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการลดขนาดยา demercaprol ที่ให้ - Penicillamine มี side effect น้อยกว่า (อาจเกิด ไข้, ผื่น, leukopenia, eosinophilia, thrombocytopenia) มักให้ร่วมกับ dimercaprol ขนาดที่ให้คือ 500 mg กินทุก 6 ชั่วโมง และสามารถให้ซ้ำได้อีกหลังจาก 5 วัน หากอาการมากขึ้นหรือระดับสารหนูสูงขึ้น
● การรักษาตามอาการ - กรณีสัมผัสทางการสูดหายใจ ให้ maintain airway ให้ oxygen และดูแลการหายใจตามอาการและความรุนแรง เฝ้าระวังการเกิด chemical pneumonitis - กรณีสัมผัสทางผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ให้ถอดเครื่องนุ่งห่มที่ปนเปื้อนออกให้หมด และล้างด้วยน้ำสะอาดหรือ normal saline ปริมาณมาก หากเกิดแผลไหม้ ให้รักษาแบบเดียวกับแผลไฟไหม้ หากเข้าตา เมื่อรักษาเบื้องต้นแล้ว ควรส่งต่อให้จักษุแพทย์ดูแลรักษาต่อ - กรณีกลืนกิน ให้ทำ gastric lavage ได้หากยังกินมายังไม่เกิน 1 ชั่วโมง - นอกจากการดูแลรักษาเฉพาะระบบแล้ว ควร monitor EKG และติดตามดูการทำงานของไตและตับ รวมถึง แก้ไขภาวะ electrolyte imbalance อาจส่งตรวจระดับสารหนูในเลือดหรือในปัสสาวะเป็นระยะ
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน ใช้ PPE ที่เหมาะสม แว่นตาป้องกันของเหลวกระเด็น ชุดเสื้อแขนยาวและถุงมือที่ป้องกันผิวหนัง ใช้อุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจชนิดมีตัวกรองฝุ่นหรือฟูม - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ไม่รับประทานอาหาร/ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ในบริเวณที่ปฏิบัติงาน ล้างมือทุกครั้งหลังปฏิบัติงาน ทำความสะอาดชุดทำงานและอุปกรณ์ป้องกันต่างๆก่อนนำมาสวมใส่ - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ตรวจร่างกายทั่วไป ผิวหนัง ตรวจระบบประสาท ส่งตรวจ CBC, UA, BUN creatinine, liver enzyme และสอบถามอาการที่สัมพันธ์กับโรคพิษจากสารหนู
เอกสารอ้างอิง - ACGIH. TLVs and BEIs Based on the Documentation of the Threshold Limit Values & Biological Exposure Indices. United States2011. - NIOSH. NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. Available from: http://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0038.html - Ladou J. Current occupational & environmental medicine 4th ed. New York: McGraw-Hill 2007. - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.