ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1567
ชื่อ สารเคมี Beryllium (เบริลเลียม)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Glucinium
สูตรโมเลกุล Be
CAS number 7440-41-7
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) โลหะสีเทาออกขาว
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH Beryllium and compounds TWA : 0.00005 mg/m3 Beryllium and compounds 15 min STEL : 0.01 mg/cu m
● OSHA OSHA PEL TWA 0.002 mg/m3, Ceiling 0.005 mg/m3, Maximum peak in 30 minutes 0.025 mg/m3
● NIOSH NIOSH REL TWA less than 0.0005 mg/m3
● IDLH potential occupational carcinogen
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520 TWA 0.002 mg/m3, Ceiling 0.005 mg/m3, Maximum peak in 30 minutes 0.025 mg/m3
● มาตรฐานอื่นๆ Emergency Response Planning Guidelines (ERPG): ERPG(1) ไม่ได้จัดทำไว้ ERPG(2) 25 ug/cu m (ไม่ รุนแรง, ผลกระทบที่อันตราย) สำหรับสัมผัส 1 ชม.ERPG(3) 100 ug/cu m (ไม่คุกคามชีวิต) สำหรับสัมผัส 1 ชม.
● BEI
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส การใช้ประโยชน์ของเบริลเลียม ได้แก่ การใช้ทำโลหะผสม (alloy) ร่วมกับโลหะอื่นๆ โลหะผสมที่แพร่หลายมากที่สุด คือ “bronze” ที่มีสัดส่วนที่พอเหมาะของเบริลเลียมกับทองแดง เป็นโลหะผสมที่มีทนทานการยืดขยายได้สูง และมีความสามารถในการแข็งขึ้นได้ด้วยวิธีใช้ความร้อน beryllium bronzes ใช้ในเครื่องมือที่ไม่เกิดประกายไฟ ชิ้นส่วนสวิตซ์ไฟฟ้า สปริงนาฬิกา ไดอะแฟรม (diaphragms) แผ่นจีม (shims) ลูกเบี้ยว (cams) และปลอก (bushings) เบริลเลียมถูกใช้ในการผลิตเซรามิค วัสดุที่ทนความร้อนสูง และวัสดุอื่นๆ ใช้ในการผลิตหลอดไฟเรืองแสง หรือหลอดนีออน นอกจากนี้ยังถูกใช้เป็น moderator ของ thermal neutron ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และเป็นตัวสะท้อนเพื่อลดการรั่วไหลของนิวตรอนจากแกนเครื่องปฏิกรณ์ mixed uranium-beryllium source บ่อยครั้งถูกใช้เป็น neutron source เบริลเลียมถูกใช้เป็นวัสดุหน้าต่างใน x-ray tube เนื่องจากน้ำหนักที่เบา อัตราการหดหรือขยายสูงเมื่อได้รับแรงบีบหรือดึง และคุณสมบัติของการคงสภาพในขณะที่มีความร้อน ทำให้เบริลเลียมเป็นวัสดุที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ
กลไกการก่อโรค - เบริลเลียมและสารประกอบของเบริลเลียมเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงมาก เบริลเลียมสามารถส่งผลต่อทุกระบบอวัยวะของร่างกาย อวัยวะที่มีความเกี่ยวข้องที่สุดคือปอด โดยทุกรูปของเบริลเลียมจะมีความสัมพันธ์กับโรค (ยกเว้นสำหรับ beryl ore) ช่องทางหลักที่เบริลเลียมเข้าสู่ร่างกายคือการหายใจ เบริลเลียมดูดซึมผ่านเข้าร่างกายทางระบบทางเดินอาหารได้น้อยมาก - การเกิดโรคเฉียบพลันเป็นผลจากพิษโดยตรงต่อเยื่อบุจมูกและลำคอ และการเข้าไปสู่แขนงหลอดลม เป็นเหตุให้เกิดการบวมและอักเสบในปอด เบริลเลียมทำให้เกิดปอดอักเสบจากสารเคมีแบบเฉียบพลัน (acute chemical pneumonitis) - การเกิดโรคเรื้อรังจากเบริลเลียม เป็นรูปแบบของพิษเบริลเลียมอีกอย่างหนึ่ง กลไกหลักของโรคเรื้อรังนี้เกิดจากภาวะภูมิไวเกินแบบ delayed type of hypersensitivity ที่จำเพาะต่อเบริลเลียม สามารถทำให้เกิดการก่อรูปเป็น granuloma - เบริลเลียมสามารถเป็นสาเหตุการระคายเคืองผิวหนัง และการบาดเจ็บที่เบริลเลียมแทรกเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (subcutaneous tissue) สามารถเป็นสาเหตุของการระคายเคืองเฉพาะที่ และการก่อรูปเป็น granuloma - เบริลเลียมถูกปล่อยออกจากอวัยวะที่สะสมอย่างช้าๆ และถูกขับออกจากร่างกายทางไต การปล่อยออกช้าๆ อาจกินเวลานานถึง 20 – 30 ปี
อาการเฉียบพลัน - โรคเบริลเลียมแบบเฉียบพลัน จะมีเยื่อบุจมูกและคออักเสบ จุดเลือดออก รอยแยก และแผล จนถึงการทะลุของผนังกั้นจมูก การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเบริลเลียมจะทำให้กระบวนการอักเสบฟื้นกลับได้ภายใน 3 ถึง 6 สัปดาห์ นอกจากนี้ การสัมผัสเบริลเลียมในระดับสูงของหลอดลมและแขนงหลอดลมเป็นสาเหตุของการไอที่ไม่มีเสมหะ เจ็บใต้หน้าอก และหายใจสั้นลง อาจได้ยินเสียงหลอดลมตีบตัว และภาพรังสีทรวงอกอาจแสดงรอยเพิ่มขึ้นของหลอดลมฝอยและเส้นเลือดในปอด ถ้าคนงานหลีกเลี่ยงการสัมผัส การฟื้นกลับคืนจะใช้เวลาประมาณ 1 – 4 สัปดาห์
อาการเรื้อรัง - โรคเบริลเลียมแบบเรื้อรัง เป็นโรคทางปอด และ granulomatous ของระบบต่างๆ ในร่างกาย เกิดจากการสูดดมเบริลเลียมเข้าไป ระยะแฝงของโรคสามารถเป็นได้ตั้งแต่ 1 – 30 ปี โดยส่วนใหญ่ปรากฏใน 10 – 15 ปี หลังการสัมผัส โดยโรคเบริลเลียมแบบเรื้อรังมักมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีบางกรณีที่ภาพรังสีทรวงอกผิดปกติและการแสดงออกทางคลินิกคงที่และปราศจากอาการที่มีนัยสำคัญ อาการเหนื่อยหอบเวลาออกแรงเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาการอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ไอ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก และปวดข้อ การตรวจร่างกายอาจปกติหรืออาจพบมีเสียง bibasilar crackles ที่ปอด ต่อมน้ำเหลืองโต รอยโรคที่ผิวหนัง ตับม้ามโต และนิ้วปุ้ม หากเป็นโรคเป็นเวลายาวนานอาจแสดงอาการของความดันปอดสูงในรายที่รุนแรง อาจพบนิ่วในไต และกรดยูริกในเลือดสูงในผู้ป่วยบางราย และอาจพบต่อมน้ำลายพาโรติดโต และการผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งพบได้น้อย อาการแสดงทางคลินิกของโรคเบริลเลียมแบบเรื้อรังนั้นมีความคล้ายคลึงกับโรค sarcoidosis อย่างมาก
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) การก่อมะเร็งของเบริลเลียม เบริลเลียมเป็นสารก่อมะเร็ง osteogenic sarcoma และมะเร็งปอดในสัตว์ทดลอง ในมนุษย์มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอด โดยเฉพาะในรายที่เคยเป็นโรคเบริลเลียมแบบเฉียบพลัน ทั้งนี้องค์กร IARC ได้จัดให้เบริลเลียมและสารประกอบของเบริลเลียม เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่ม 1 คือยืนยันแน่นอนว่าเป็นสารก่อมะเร็ง
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบริลเลียมแบบเรื้อรัง ได้แก่ - ประวัติการสัมผัสเบริลเลียมอย่างมีนัยสำคัญ - หลักฐานของโรคทางเดินหายใจส่วนปลาย - ภาพรังสีทรวงอกผิดปกติ ด้วยการมี interstitial fibronodular disease - สมรรถภาพปอดผิดปกติ ด้วยการลดลงของความสามารถในการแพร่ผ่านของคาร์บอนมอนอกไซด์ (decreased carbon monoxide diffusing capacity; DLCO) - การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาสอดคล้องกับการสัมผัสเบริลเลียมในปอด หรือต่อมน้ำเหลืองในทรวงอก - การปรากฏของเบริลเลียมในเนื้อเยื่อ เกณฑ์ในการวินิจฉัยเอา 4 จาก 6 ข้อ โดยต้องมีข้อ 1 หรือ 6 ด้วย ในปัจจุบันมีการใช้ภูมิคุ้มกันวิทยาร่วมในการวินิจฉัยโรคเบริลเลียม โดยดู lymphocyte transformation test (LTT) หรือ lymphocytes จากการทำ bronchoalveolar lavage (BAL) พบว่าการให้ผลบวกในการทดสอบ LTT เป็นตัวบ่งชี้การกระตุ้นภูมิของเบริลเลียม
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - ภาพรังสีทรวงอกของโรคเบริลเลียมแบบเรื้อรังนั้นไม่มีความจำเพาะ และอาจมีความคล้ายคลึงกับที่สังเกตพบในโรค sarcoidosis, idiopathic pulmonary fibrosis, วัณโรคปอด, เชื้อราที่ปอด และโรคปอดจับฝุ่นชนิดอื่นๆ ในระยะแรกของการดำเนินโรค ภาพรังสีทรวงอกอาจพบ granular, nodular หรือ linear densities ความผิดปกติเหล่านี้อาจเพิ่มขึ้น ลดลง หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลง ร่วมกับการมีหรือไม่มีพังผืดในเนื้อปอด มักพบความผิดปกติที่ปอดส่วนบน ต่อมน้ำเหลืองขั้วปอดผิดปกติพบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วย โดยมักเป็นทั้ง 2 ข้าง และเป็นร่วมกับการมีร่องรอยของโรคบนเนื้อปอด ภาพรังสีทรวงอกอาจไม่สอดคล้องกับสภาวะทางคลินิก และไม่ได้สะท้อนถึงคุณลักษณะและปริมาณการสัมผัส - การตรวจสมรรถภาพปอด พบความผิดปกติได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ ความผิดปกติแบบจำกัด, interstitial defect (ปริมาตรปอดปกติ และอัตราความเร็วลมปกติ แต่ลดความสามารถในการแพร่ผ่านของคาร์บอนมอนอกไซด์) และผิดปกติแบบอุดกั้น นอกจากนี้ยังพบว่าบางส่วนมีสมรรถภาพปอดปกติได้ โดยรูปแบบของความผิดปกติมีผลต่อการดำเนินของโรค - การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยาในโรคเบริลเลียม โดยดูการเปลี่ยนรูปของ lymphocyte ในเลือด ในการตอบสนองต่อการสัมผัสเบริลเลียม (lymphocyte transformation test, LTT) หรือ lymphocytes จากการทำ bronchoalveolar lavage (BAL) พบว่าการให้ผลบวกในการทดสอบ LTT เป็นตัวบ่งชี้การกระตุ้นภูมิของเบริลเลียม - การทดสอบทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ไม่มีการทดสอบทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะในโรคเบริลเลียมแบบเรื้อรัง มีการทดสอบทางผิวหนัง “Kveim skin test” ให้ผลลบในโรคเบริลเลียม ขณะที่อาจพบผลบวกใน sarcoidosis ระดับเอนไซม์ angiotensin converting enzyme (ACE) มักปกติในโรคเบริลเลียม แต่มักสูงขึ้นใน active sarcoidosis ได้ถึงร้อยละ 60 ของคนป่วย
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ
● การรักษาตามอาการ - ขั้นตอนหลักในการรักษา คือ อย่าให้สัมผัสเบริลเลียมอีกต่อไป - การรักษาด้วย corticosteroid เป็นวิธีหลักในการรักษาโรคเบริลเลียมแบบเรื้อรัง มาตรการสนับสนุนอื่นๆ ได้แก่ การให้ออกซิเจน ยาขับปัสสาวะ ยากระตุ้นหัวใจ และยาปฏิชีวนะ (เมื่อมีการติดเชื้อ) - การสร้างภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดใหญ่และ pneumococcus ควรพิจารณาในคนไข้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน การป้องกันการติดไฟ ต้องจัดเตรียมการป้องกันแหล่งที่อาจกำเนิดประกายไฟได้ ควรใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ครบชุด รวมทั้งอุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจ และควรอาบน้ำหลังจากสัมผัส และแยกเสื้อผ้าไปทำการซักรีด - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ การป้องกันสุขภาพ ความเสี่ยงหลักคือการปนเปื้อนในอากาศ ในกระบวนการและโรงงาน จึงควรมีการออกแบบให้มีฝุ่นหรือฟูมเบริลเลียมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควบคุมด้วยมาตรการทางวิศวกรรม มีการตรวจสอบประสิทธิภาพของมาตรการการติดตามในบรรยากาศ จัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลให้กับคนที่เข้าไปทำงานในกระบวนการที่มีเบริลเลียม ควรให้มีการเปลี่ยนชุดในการทำงานไม่ให้สวมเสื้อผ้าที่ใส่ทำงานกลับบ้าน จัดเตรียมการซักรีดเสื้อผ้าที่ใส่ทำงานด้วยความปลอดภัย และทำการปกป้องคนที่ทำหน้าที่ซักรีดไม่ให้มีความเสี่ยงในการสัมผัสด้วย - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ การตรวจทางการแพทย์ก่อนจ้างงาน และการตรวจเป็นระยะของคนงานที่สัมผัสเบริลเลียมและสารประกอบของเบริลเลียม แนะนำให้ประเมินด้วยแบบสอบถามอาการทางเดินหายใจ ตรวจภาพรังสีทรวงอก และสมรรถภาพปอดทุกปี สำหรับการตรวจทางภูมิคุ้มกัน เช่น LTT เริ่มมีการนำมาใช้มากขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลถึงประโยชน์ที่เพียงพอ
เอกสารอ้างอิง - โยธิน เบญจวัง, วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ, บรรณาธิการ. มาตรฐานการวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ฉบับเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550. นนทบุรี: สำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกัน สังคม กระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2550. - International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs). Geneva: International Labour Office 1998. - Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998. - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.