ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1888
ชื่อ สารเคมี Chloroform (คลอโรฟอร์ม)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Trichloromethane, Methane trichloride, Formyl trichloride, Trichloroform, TCM, Methenyl trichloride
สูตรโมเลกุล CHCl3
CAS number 67-66-3
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ของเหลว ไม่มีสี มีกลิ่น ระเหยเป็นไอได้
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV – TWA 10 ppm
● OSHA OSHA PEL – C 50 ppm (240 mg/m3)
● NIOSH NIOSH REL – Ca, STEL 2 ppm (9.78 mg/m3)
● IDLH IDLH 500 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) - กฎหมายแรงงานไทย TWA 50 ppm (240 mg/m3)
● มาตรฐานอื่นๆ - ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม NAAQS – N/A - กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) ค่าเฉลี่ยในอากาศ 1 ปีต้องไม่เกิน 0.43 ug/m3
● BEI ไม่มี
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส อุตสาหกรรมที่ใช้ - ใช้เป็นตัวทำละลายในสารเคมีหลายประเภท เช่น อยู่ในส่วนผสมของกาว ทินเนอร์ แลคเกอร์ น้ำยาทำความสะอาด ยาฆ่าแมลง น้ำยาฟอกขาว (bleaching agent) เป็นต้น - ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารฟรีออน (Freon) ซึ่งใช้ในตู้เย็น - ใช้เป็นสารสกัด (extractors) ในกระบวนการผลิตยา - ในอดีตเคยใช้เป็นยาสลบ แต่เนื่องจากภายหลังพบว่ามีพิษต่อตับปัจจุบันจึงเลิกใช้แล้ว - ในอดีตเคยใช้เป็นน้ำยาซักแห้ง กำจัดรอยดำบนเสื้อผ้า แต่เนื่องจากพิษต่อตับปัจจุบันจึงมักเลิกใช้ในอุตสาหกรรมนี้แล้วเช่นกัน
กลไกการก่อโรค ออกฤทธิ์กดสมอง (CNS depressant) อย่างรุนแรง ออกฤทธิ์เป็นพิษต่อตับและไต ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้เกิดผื่นแพ้ผิวแห้ง อาจเป็นสารที่ทำให้เกิดการวิรูป และอาจเป็นสารก่อมะเร็งตับ กลไกการเกิดพิษที่ตับและไตนั้นเชื่อว่าเกิดจาก free radical intermediate คือสาร trichloromethyl radical ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ cytochrome p-450 (CYP-450) ในตับ สาร free radical ที่เกิดขึ้นนี้สามารถจับกับโมเลกุลของโปรตีน ไขมัน หรือ nucleic acid ในเซลล์ ทำให้เกิด DNA adduct ขึ้นได้และเซลล์ถูกทำลายหรืออาจเกิดเป็นมะเร็งขึ้นต่อไป
อาการเฉียบพลัน คลอโรฟอร์มดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีทั้งทางการกิน ซึมผ่านผิวหนัง และการสูดหายใจเอาไอระเหยเข้าไป การกินในขนาดเพียง 10 ml อาจทำให้ตายได้ แต่ในผู้ป่วยบางรายที่กินถึง 100 ml ก็เคยมีรายงานว่ารอดชีวิตได้เช่นกัน การสัมผัสทางผิวหนังจะทำให้เกิดผื่นแพ้ผิวหนังแห้ง (defatting) ระคายเคือง อาจขึ้นเป็นรอยแดง ตุ่มน้ำ หรือลมพิษได้ ทั้งการกิน การดูดซึมผ่านผิวหนัง และการสูดหายใจจะทำให้เกิดอาการทางระบบ (systematic effects) คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มึนงง ระคายเคืองเยื่อบุ ฤทธิ์กดประสาทอย่างรุนแรงนั้นอาจทำให้หมดสติหรือโคม่าได้ในเวลาอันรวดเร็วถ้าได้รับเข้าไปปริมาณมาก อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดหายใจได้ พ้นจากระยะเฉียบพลันแล้วในเวลา 1 – 3 วันต่อมา อาจเกิดภาวะตับวายหรือไตวายขึ้นภายหลัง
อาการเรื้อรัง เช่นเดียวกับตัวทำละลายชนิดอื่นๆ การสัมผัสคลอโรฟอร์มระดับต่ำๆ ในระยะยาวจะทำให้มึนงง อ่อนเพลีย ง่วงซึม ความจำไม่ดี การกินในขนาด 1.6 – 2.6 g/d เป็นเวลา 10 ปี พบว่าทำให้ตับอักเสบและไตเสื่อมได้ ตัวอย่างจากอาการของคนดมกาวทำให้คาดว่าการสัมผัสในระยะเวลานานจะทำให้เกิดอาการทางจิตได้ (psychotic behavior)
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC – Group 2B ACGIH Carcinogenicity – A3
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย 1. การวินิจฉัยจากการที่ผู้ป่วยมีอาการและอาการแสดงที่เข้าได้กับผลเสียต่อสุขภาพจากสารเคมีจำเพาะชนิดนั้นๆ จริง ซึ่งอาจมีการตรวจพบเพิ่มเติมหรือการช่วยยืนยันโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 2. มีการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อสาเหตุอื่นๆที่อาจเป็นไปได้ของภาวะนั้นแล้ว 3. ผู้ป่วยมีประวัติการรับสัมผัสสารเคมีชนิดที่สามารถทำให้เกิดภาวะนั้นจากการประกอบอาชีพจริง 4. มีสิ่งบ่งชี้ถึงการรับสัมผัสสารเคมีชนิดที่สามารถทำให้เกิดภาวะนั้นจากการประกอบอาชีพ ได้แก่ (1.) มีการตรวจทางอนามัยโรงงานว่าลักษณะงานที่ผู้ป่วยทำน่าจะมีการรับสัมผัสต่อสารเคมีสูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย (2.) มีผู้อื่นที่มีลักษณะงานหรือลักษณะการรับสัมผัสคล้ายกับผู้ป่วยเจ็บป่วยคล้ายกัน 5. มีการพิสูจน์ว่าผู้ป่วยได้รับสารเคมีสูงกว่ามาตรฐานความปลอดภัยจริงด้วยการตรวจสิ่งชี้วัดทางชีวภาพ (Biological markers for exposure) แนวทางระบุความสัมพันธ์ของโรคนั้นกับการรับสัมผัสสาร halogenated hydrocarbon • หากผู้ป่วยมีคุณสมบัติดังข้อ 1, 2 และ 3 แล้ว มีความเป็นไปได้ที่ภาวะนั้นเกิดจากการรับสัมผัสสาร halogenated Hydrocarbons จากการประกอบอาชีพ • หากผู้ป่วยมีคุณสมบัติดังข้อ 1, 2, 3 และ 4 หรือ 5 มีความเป็นไปได้สูงที่ภาวะนั้นเกิดจากการรับสัมผัสสาร halogenated Hydrocarbons จากการประกอบอาชีพ
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - การประเมินการสัมผัสคลอโรฟอร์มนั้น ควรใช้การตรวจวัดระดับสารเคมีในอากาศที่ทำงานจะดีกว่า (environmental monitoring) ในส่วนการตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัสในร่างกาย (biomarker) ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือใดกำหนดค่ามาตรฐานไว้ชัดเจน ไม่มีประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน มีประโยชน์เฉพาะในการประเมินคนทั่วไปที่สัมผัสในสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากจะทำการตรวจต้องแปลผลด้วยความระมัดระวัง ห้องปฏิบัติการที่ตรวจต้องมีการรับรองและน่าเชื่อถือเพียงพอ - ตัวอย่างการตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัสที่ทำได้นั้นคือการตรวจระดับในเลือดและในลมหายใจ การศึกษาในนักว่ายน้ำซึ่งว่ายน้ำในสระที่มีระดับคลอโรฟอร์ม 17 – 47 ug/l จำนวน 127 คน พบระดับคลอโรฟอร์มในเลือดเฉลี่ย 0.89 ug/l (พิสัย 0.095 – 2.987 ug/l) อีกการศึกษาหนึ่งทำในนักว่ายน้ำอาชีพจำนวน 5 คน ตรวจระดับคลอโรฟอร์มในลมหายใจออกก่อนว่ายน้ำเฉลี่ย 29.4 ug/m3 หลังว่ายน้ำนาน 1 ชั่วโมงเฉลี่ย 75.6 ug/m3 ระดับในเลือดเฉลี่ย 1.4 ug/l การตรวจคัดกรองสารกลุ่ม chlorinated hydrocarbon ในปัสสาวะ (Fujiwara test) อาจให้ผลบวกในกรณีที่ตรวจหลังสัมผัสปริมาณสูง - การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินอาการในผู้ป่วยที่เป็นพิษ ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) ระดับการทำงานของตับ (liver function test) ระดับการทำงานของไต (BUN, creatinine) การแข็งตัวของเลือด (prothrombin time)
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ - การให้ยาต้านพิษนั้นโดยทฤษฎีแล้วยา N-acetylcysteine (NAC) น่าจะออกฤทธิ์ลดการทำลายตับและไตได้ โดยการจับกับสารพิษที่เข้ามาในร่างกาย (scavenging) อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบที่ชัดเจนในมนุษย์ มีเพียงรายงานการรักษาที่บอกว่าได้ผล แม้ว่ายานี้จะมีผลข้างเคียงน้อย แต่หากจะให้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน การให้ให้เฉพาะในรายที่มีความเสี่ยงตับหรือไตวายสูงเท่านั้น ให้ภายใน 12 ชั่วโมงหลังการสัมผัสสาร ขนาดที่ให้ loading dose 140 mg/kg ในรูปสารละลายดื่ม (ผสมให้ได้ประมาณ 200 ml) ต่อด้วย maintenance dose ขนาด 70 mg/kg ดื่มทุก 4 ชั่วโมงอีก 5 ครั้ง (รวม 20 ชั่วโมง)
● การรักษาตามอาการ - การรักษาระยะเฉียบพลัน รักษาตามอาการ ให้สารน้ำตามความเหมาะสม หากมีอาการโคม่าหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะให้ทำการรักษา ในผู้ใหญ่หากหัวใจเต้นเร็ว (tachyarrhythmia) รักษาด้วย propanolol 1 – 2 mg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หลีกเลี่ยงการให้ adrenaline เพราะจะทำให้อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงขึ้น สังเกตอาการผู้ป่วยอย่างน้อย 4 – 6 ชั่วโมงหลังการสัมผัส แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการพิษเกิดขึ้นควรสังเกตอาการนานกว่านั้นเนื่องจากอาจมีภาวะตับหรือไตวายภายใน 1 – 3 วันต่อมาได้ การล้างไต (dialysis) และการฟอกเลือด (hemoperfusion) ไม่มีประโยชน์ในการช่วยขจัดสารออกจากร่างกาย การให้ยาต้านพิษนั้นโดยทฤษฎีแล้วยา N-acetylcysteine (NAC) น่าจะออกฤทธิ์ลดการทำลายตับและไตได้ โดยการจับกับสารพิษที่เข้ามาในร่างกาย (scavenging) อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบที่ชัดเจนในมนุษย์ มีเพียงรายงานการรักษาที่บอกว่าได้ผล แม้ว่ายานี้จะมีผลข้างเคียงน้อย แต่หากจะให้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน การให้ให้เฉพาะในรายที่มีความเสี่ยงตับหรือไตวายสูงเท่านั้น ให้ภายใน 12 ชั่วโมงหลังการสัมผัสสาร ขนาดที่ให้ loading dose 140 mg/kg ในรูปสารละลายดื่ม (ผสมให้ได้ประมาณ 200 ml) ต่อด้วย maintenance dose ขนาด 70 mg/kg ดื่มทุก 4 ชั่วโมงอีก 5 ครั้ง (รวม 20 ชั่วโมง) - การดูแลระยะยาว เนื่องจากมีโอกาสทำให้เด็กเกิดภาวะวิรูปได้ กรณีเกิดอุบัติภัยสารเคมีผู้สัมผัสที่ตั้งครรภ์ทั้งหมดจะต้องทำทะเบียนไว้และตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยจนกระทั่งคลอดบุตร พิษต่อตับและไตให้ตรวจติดตามระดับการทำงานของตับ (liver function test) และไต (BUN, creatinine) ร่วมกับการตรวจร่างกาย ระยะเวลาที่จะติดตามอาการให้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการสัมผัสและดุลยพินิจของแพทย์
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน ในกรณีของคนงานที่สัมผัสสารคลอโรฟอร์ม การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย ใช้สารอื่นที่มีพิษน้อยกว่าทดแทนถ้าทำได้ ใช้ระบบปิด ควบคุมที่แหล่งกำเนิด และให้ความรู้แก่พนักงานเพื่อลดการสัมผัส การประเมินการสัมผัสในที่ทำงานให้ประเมินจากการตรวจวัดระดับสารในอากาศเป็นหลัก ส่วนกรณีของการสัมผัสคลอโรฟอร์มในสิ่งแวดล้อมทั่วไป ในอากาศนั้นต้องลดการปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นหน้าที่ของหน่วยงานควบคุมทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องตรวจวัดระดับในอากาศเป็นระยะ การสัมผัสจากน้ำประปาผู้ผลิตน้ำประปาต้องควบคุมการเติมคลอรีนให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับในสระว่ายน้ำต้องเปลี่ยนน้ำเมื่อถึงเวลาอันสมควร และไม่เติมคลอรีนมากจนเกินไป - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัส - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ การตรวจสุขภาพประจำปีควรเน้นที่การซักประวัติทางระบบประสาท ตรวจดูผื่นแพ้ การได้กลิ่น ระดับการทำงานของตับและไต และประวัติการเจริญพันธุ์ - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แม้ว่าสารจะอยู่ในรูปของเหลว แต่เนื่องจากระเหยได้ง่ายโอกาสที่จะรั่วไหลแล้วฟุ้งกระจายจึงมีได้เช่นกัน ผู้ที่เข้าไปกู้ภัยจะต้องใช้ชุดป้องกัน ใส่ระดับใดขึ้นกับความรุนแรงของเหตุการณ์ สารคลอโรฟอร์มนี้หนักกว่าอากาศ เมื่อถูกความร้อนจะกลายเป็น กรดเกลือ (Hydrochloric acid) แก๊สฟอสจีน (phosgene) และแก๊สคลอรีน (chlorine) ซึ่งล้วนแต่มีอันตรายร้ายแรงทั้งสิ้น ดังนั้นในกรณีที่รั่วไหลและเกิดไฟไหม้ด้วย หน่วยกู้ภัยต้องใส่ชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA) เข้าไปเท่านั้น สารนี้เป็นตัวทำละลายจึงซึมผ่านวัสดุต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วมาก เพื่อลดอันตรายต่อผู้ที่เข้าไปกู้ภัย ชนิดเนื้อผ้าของชุดกู้ภัยที่ใส่จึงควรดูด้วยว่ากันการรั่วซึมของตัวทำละลายชนิดนี้ได้นานเท่าไร
เอกสารอ้างอิง - Nieuwenhuijsen MJ. Exposure assessment in occupational and environmental epidemiology. Oxford: Oxford university press 2003. - Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998. - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000. - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004. - Wallace CJ. Hepatitis and nephrosis due to cough syrup containing chloroform. Calif Med. 1950;73:442. - Agency for Toxic Substances and Disease Registry (ATSDR). Toxicological Profile for Chloroform. U.S. Department of Health and Human Services, 1997. - Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001. - Aggazoti G. Plasma chloroform concentrations in swimmers using indoor swimming pools. Arch Environ Health. 1990;45:175. - Aggazoti G. Blood and breath analyses as biological indicators of exposure to trihalomethanes in indoor swimming pools. Sci Total Environ. 1998;217(155).