ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 1911
ชื่อ สารเคมี DIBORANE (ไดบอร์เรน)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Boroethane, Boron hydride, Diboron hexahydride
สูตรโมเลกุล B2-H6 / BH3-BH3
CAS number 19287-45-7
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ)
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV – 8 hr Time Weighted Avg (TWA): 0.1 ppm.
● OSHA OSHA PEL – 8-hr Time Weighted Avg: 0.1 ppm (0.1 mg/cu m).
● NIOSH NIOSH REL- 10 Hr Time-Weighted Avg: 0.1 ppm (0.1 mg/cu m).
● IDLH 15 ppm.
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี)
● มาตรฐานอื่นๆ
● BEI
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส อุตสาหกรรมที่ใช้ -เป็นสารเคมีหลักเพื่อเร่งปฏิกิริยาในการสังเคราะห์ trialkyl boranes และ triaryl boranes - เป็นสารเคมีร่วมเพื่อเร่งปฏิกิริยาในการสังเคราะห์ styrene and butadiene -ใช้ผลิตสารโบรอนที่เคลือบโลหะ และ เซรามิค -ใช้ในการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์ของโบรอน และ โลหะผสมโบรอนไฮไดร - เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ที่ใช้ความเร็วสูงมาก เช่น ในเครื่องบินเจ๊ต และ ยานอวกาศ - ใช้มากในอุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคที่ผลิต semiconductors โดยไดบอร์เรนเป็นตัวทำให้ semiconductors มีความบริสุทธิ์มากขึ้น
กลไกการก่อโรค ไดบอร์เรน สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางได้แก่ • ทางการหายใจ (ส่วนใหญ่) • ทางผิวหนัง • เยื่อบุตา • ทางการกิน (พบได้น้อย) ทางการหายใจ: เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจอย่างแรง ทำให้ไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจขัด ปอดอักเสบ ในรายที่รุนแรงอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวจาก severe pulmonary edema ได้ ทางผิวหนัง; ทำให้ผิวหนังไหม้เหมือนถูกความเย็นจัด(frostbite) เยื่อบุตา: ทำให้เยื่อบุตาไหม้เกิดเป็นแผลลึก(corneal ulcer) ระบบประสาท: เมื่อไดบอร์เรนเข้าสู่ร่างกาย บางส่วนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วแล้วผ่านเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ชัก หมดสติ ในผู้ป่วยบางรายมีอาการคล้ายโรคทางจิตประสาท มีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายเกิดการทำลายระบบประสาทส่วนกลางอย่างถาวร
อาการเฉียบพลัน ส่วนใหญ่เป็นอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงของเยื่อบุทางเดินหายใจนับตั้งแต่จมูกลงไปจนถึงหลอดลมขนาดเล็กส่วนปลายของปอด ได้แก่ แสบจมูก ไอรุนแรง เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจขัด ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการจะรุนแรงถึงชีวิตได้ ซึ่งมักเกิดจาก toxic pneumonitis และ severe pulmonary edema อาการทางระบบประสาทที่พบบ่อยคือ เวียนศีรษะ หน้ามืด อาการทางตา เป็นเยื่อบุตาอักเสบ แผลที่เยื่อบุตา
อาการเรื้อรัง ทำให้เป็นหอบหืด (asthmatic bronchitis) ตับอักเสบ ไตวาย เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ชัก แขน+ขาอ่อนแรง สั่น
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) ยังไม่มีหลักฐานว่าไดบอร์เรนเป็นสารก่อมะเร็ง
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย การวินิจฉัยได้จากประวัติการสัมผัส และอาการแสดงที่สัมพันธ์กัน
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) ยังไม่มีการตรวจเฉพาะเพื่อหาระดับการสัมผัสไดบอร์เรนในร่างกาย การตรวจเลือด เพื่อดูความสมบูรณ์ทั่วไปของเม็ดเลือด(CBC) ดูระดับเกลือแร่(electrolytes) และเป็นการประเมินหน้าที่ของอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ คือตรวจ การทำงานของตับ( Liver function test) ไต ( BUN, Cr) เอ็กซ์เรย์ทรวงอก เพื่อประเมินว่ามีความผิดปกติของปอดหรือไม่
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มีการรักษาเฉพาะ ไม่มี antidote
● การรักษาตามอาการ การรักษาระยะเฉียบพลัน ต้องรีบย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณที่เกิดการรั่วไหลของก๊าซ ไปยังที่โล่งเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับอากาศบริสุทธิ์ ทำการล้างตัวและอวัยวะที่สัมผัสสารนั้นทันที ให้การรักษาแบบประคับประคอง ให้ออกซิเจน เฝ้าระวังระบบทางเดินหายใจ เฝ้าระวังระดับสัญญาณชีพ ระดับความรู้สึกตัว และตรวจดูเยื่อบุตา เนื่องจากไดบอร์เรนสามารถทำให้เกิดความผิดปกติได้ทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และ เยื่อบุตา ถ้าผู้ป่วยหายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อหลอดลมหดรัดตัว ทำให้หลอดลมตีบแคบ ควรให้ยาขยายหลอดลมทันที ควรพิจารณาให้สารละลายทางเส้นเลือดดำไว้กรณีฉุกเฉินที่อาจจะต้องให้สเตียรอยด์เข้าทางเส้นเลือด หรือยาฉีด อื่นๆที่จำเป็น เช่น ยาไดอะซีแพมรักษาอาการชัก เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ หายใจลำบาก อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ (Endotracheal intubation & ventilator) ถ้าไดบอร์เรนเข้าตา ให้ล้างตาด้วยน้ำธรรมดาอย่างน้อย 15 นาที หลังจากล้างตาแล้ว ผู้ป่วยยังมีอาการแสบตามาก หรือพบว่ามีแผล(corneal ulcer) ควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันที ควรตรวจเลือด เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ดูระดับเกลือแร่(electrolytes) และเป็นการประเมินหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องคือ การทำงานของตับ ไต เอ็กซ์เรย์ทรวงอก เพื่อประเมินว่ามีความผิดปกติของปอดหรือไม่ การดูแลระยะยาว ควรนัดติดตามเพื่อสังเกตอาการทางระบบทางเดินหายใจ และระบบประสาท และควรตรวจติดตามการทำงานของตับ(Liver function test) ไต(BUN,Cr) และ ปอด(CXR) ควรตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary function test) เป็นระยะๆ
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน เนื่องจากไดบอร์เรนเป็นก๊าซที่ติดไฟง่ายมาก มีอันตรายสูง การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ การจัดเก็บควรจัดในเก็บสถานที่แยกห่างจากที่อยู่อาศัย เก็บในถังโลหะที่ป้องกันไฟ อยู่ในห้องเย็น มีการระบายอากาศที่ดี ไม่ชื้น ห้ามใช้โลหะอลูมิเนียม/ลิเทียม และสารประกอบในกลุ่มฮาโลเจน เพราะไดบอร์เรนทำปฏิกิริยารุนแรงกับโลหะอลูมิเนียม/ลิเทียมและสารประกอบในกลุ่มฮาโลเจนเกิดระเบิดรุนแรงได้ง่าย - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ บริเวณที่จัดเก็บไดบอร์เรนต้องแยกต่างหากจากบริเวณอื่น ห้องจัดเก็บต้องทำด้วยวัสดุที่ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตย์ ทำเครื่องหมายเตือนที่บริเวณจัดเก็บ เช่น ห้ามนำอุปกรณ์ที่อาจก่อให้เกิดประกายไฟเข้ามาในบรเวณนั้น เช่น อุปกรณ์อิเลคโทรนิคต่างๆ ไม้ขีด ไฟแช็ค โทรศัพท์มือถือ ฯ เมื่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความจำเป็นต้องเข้าไปในห้องจัดเก็บ ต้องมีการขออนุญาต และมีการเตรียมพร้อมในกรณีที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉิน และเมื่อเจ้าหน้าที่ออกมาจากห้องจัดเก็บแล้วต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องได้รับทราบทุกครั้ง มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในกรณีที่เกิดการรั่วไหล มีการซ้อมอุบัติภัยในระยะเวลาที่เหมาะสมทุกปี - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานต้องสัมผัสกับ ไดบอร์เรน ควรไดรับการตรวจร่างกายทุก 6-12 เดือนเพื่อเป็นการเฝ้าระวังสุขภาพ ดังนี้ 1.ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจระบบประสาทโดยละเอียด 2.ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำหน้าที่ของตับ(Liver Function Test) ไต(BUN,Cr) ตรวจปัสสาวะเพื่อช่วยประเมินการทำหน้าที่ของไต 3.เอ็กซ์เรย์ปอด และตรวจสมรรถภาพปอด(Pulmonary Function Test) - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไดบอร์เรนเป็นสารไวไฟ เมื่อเผาไหม้จะได้ก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย และทำให้การเผาไหม้รุนแรงขึ้น ดังนั้นการเข้าไปกู้ภัยต้องใช้ชุดที่ป้องกันไฟได้ และนอกจะเกิดก๊าซไฮโดรเจน แล้วการที่วัสดุอื่นๆในบริเวณนั้นที่ถูกเผาไหม้ด้วยจะทำให้เกิดก๊าซที่เป็นพิษ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น ระดับของชุดจึงควรเป็นชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA) - การดับเพลิงที่เกิดจากไดบอร์เรนควรใช้ถังก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือโฟม ห้ามใช้สารดับเพลิงที่ทำจากกลุ่มฮาโลเจนเด็ดขาด
เอกสารอ้างอิง - ACGIH. TLVs and BEIs Based on the Documentation of the Threshold Limit Values & Biological Exposure Indices. United States2011. - NIOSH. NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. Available from: http://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0414.html. - Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998. - Haz-Map: Occupational Exposure to Hazardous Agents. Available from: http://hazmap.nlm.nih.gov/. - ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมีกรมควบคุมมลพิษ. คู่มือการระงับอุบัติภัยจากวัตถุอันตราย 2546.