ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 2055
ชื่อ สารเคมี Styrene (สไตรีน)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Vinylbenzene, Phenylethylene, Ethynylbenzene, Styrol, Styrene monomer
สูตรโมเลกุล C6-H5-CH=CH2 หรือ C8-H8
CAS number 100-42-5
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ของเหลวคล้ายน้ำมัน ไม่มีสีหรือสีเหลืองใส กลิ่นหอม ระเหยเป็นไอได้
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (1996) – TWA 20 ppm, STEL 40 ppm
● OSHA OSHA PEL – TWA 100 ppm, Ceiling 200 ppm, Maximum peak 600 ppm in 5 minutes in any 3 hours
● NIOSH NIOSH REL – TWA 50 ppm, STEL 100 ppm
● IDLH IDLH 700 ppm
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) กฎหมายแรงงานไทย TWA 100 ppm, Ceiling 200 ppm, Maximum peak 600 ppm in 5 minutes in any 3 hours
● มาตรฐานอื่นๆ ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม EPA NAAQS – N/A กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – N/A
● BEI ACGIH BEI (2009) – Mandelic acid plus phenylglyoxelic acid ในปัสสาวะเก็บหลังเลิกงานไม่เกิน 400 mg/g Cr และ Styrene ในเลือดตรวจหลังเลิกงานไม่เกิน 0.2 mg/L
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส อุตสาหกรรมที่ใช้ - เป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำมันแก๊สโซลีน (gasoline) - ใช้เป็นสารโมโนเมอร์ (monomer) ในกระบวนการผลิตโพลีสไตรีน (polystyrene) ซึ่งเป็นโฟมชนิดหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ใช้ทำจานข้าว กล่องข้าว โฟมโพลีสไตรีนเป็นของแข็ง ย่อยสลายยาก แต่ไม่ก่อพิษต่อมนุษย์ในสภาวะปกติ นอกจากโฟมนั้นถูกความร้อนหรือไหม้ไฟจะกลับกลายเป็นสไตรีนดังเดิมและก่อพิษได้ - ใช้เป็นสารตั้งต้นหรือสารโมโนเมอร์ (monomer) ในกระบวนการผลิตโคโพลีเมอร์ (copolymer) เช่น พลาสติกทนความร้อน acrylonitrile – butadiene – stryrene (ABS) และ styrene – acrylonitrile copolymer (SAN) และยางสังเคราะห์ styrene – butadiene rubber (SBR)
กลไกการก่อโรค - เช่นเดียวกับตัวทำละลายกลุ่มอโรมาติกชนิดอื่น สไตรีนออกฤทธิ์กดสมอง ทำให้ระคายเคืองเยื่อบุ เช่น ตา จมูก ทางเดินหายใจ ทำให้วิงเวียนศีรษะเหมือนคนเมา อ่อนเพลีย มึนงง - เคยมีรายงานว่าสไตรีนทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในคน - ผู้ป่วยพิษจากการกินหรือดื่มสไตรีนยังไม่เคยมีรายงานไว้ จากการทดลองในสัตว์พบว่าสไตรีนมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหารในสัตว์ทดลองได้
อาการเฉียบพลัน ช่องทางการดูดซึมสไตรีนเข้าสู่ร่างกายที่สำคัญที่สุดคือทางการหายใจ ทางผิวหนังสามารถดูดซึมได้เช่นเดียวกับตัวทำละลายอินทรีย์อื่นๆ ส่วนทางการกินก็คาดว่าดูดซึมได้ดีเช่นกัน อาการแบบเฉียบพลันจากการสัมผัสไอระเหยของสไตรีนความเข้มข้นสูงคือ ระคายเคืองตา จมูก คอ ทางเดินหายใจ ไอ แน่นหน้าอก ปอดบวมน้ำ ฤทธิ์กดสมองทำให้ มึนงง อ่อนเพลีย ซึม ความรู้สึกตัวลดลง จนถึงกับหมดสติได้ พิษต่อระบบประสาทการมองเห็นอาจทำให้ เส้นประสาทตาอักเสบ (retrobulber optic neuritis) ภาพที่มองเห็นหายไปบางส่วน (central scotoma) และตาบอดสี (loss of color vision)
อาการเรื้อรัง การสัมผัสที่ผิวหนังในระยะยาวทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวแห้งแตก คัน การสูดดมระยะยาวทำให้วิงเวียน มึนงง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร เดินเซ ความจำไม่ดี ชาปลายมือปลายเท้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ เคยมีรายงานว่าอาจทำให้เกิดโรคหอบหืดจากการสูดดมระยะยาวได้ คุณสมบัติการก่อมะเร็งในมนุษย์นั้นข้อมูลยังไม่ชัดเจน
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC Group 2B ACGIH A4 Carcinogenicity
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีเกณฑ์การวินิจฉัยโรคสำหรับเบนซีนและสารที่มีโครงสร้างคล้ายเบนซีนที่แน่นอนหรือเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป จึงใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางอาชีวเวชศาสตร์เป็นหลัก ได้แก่ 1. มีอาการและอาการแสดงของโรคชัดเจน ได้แก่ อาการทางระบบประสาท และอาการเฉพาะของสารแต่ละตัว เป็นต้น 2. มีประวัติการสัมผัส โดยทำงานที่มีการสัมผัสเบนซีนและสารที่มีโครงสร้างคล้ายเบนซีนที่ความเข้มข้นสูง 3. มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการแสดงอาการของโรค หรือ แสดงว่ามีการสัมผัส ดังแสดงไว้ด้านบน แต่จะต้องระวังในการแปรผลเนื่องจากค่าต่างๆ นั้นเป็นไปเพื่อการเฝ้าระวัง ไม่ได้บอกว่าถ้าเกินค่าปกติจะเป็นโรค 4. มีข้อมูลสิ่งแวดล้อมสนับสนุนว่ามีความเข้มข้นเบนซีนและสารที่มีโครงสร้างคล้ายเบนซีนเกินค่ามาตรฐานที่กฏหมายกำหนด 5. มีข้อมูลทางระบาดวิทยา ของเพื่อนร่วมงานสนับสนุน 6. มีการวินิจฉัยแยกโรคอื่นแล้ว
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - การตรวจเพื่อบ่งชี้การสัมผัสสไตรีน ทำได้โดยการตรวจสารเมตาโบไลต์ (metabolites) ที่จำเพาะกับสไตรีนสองตัวคือ mandelic acid (MA) และ phenylglyoxelic acid (PGA) ในปัสสาวะ ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้มีความจำเพาะสูง โดยทั่วไปจะไม่พบในปัสสาวะของผู้ที่ไม่ได้สัมผัสสไตรีนเลย ระยะเวลาครึ่งชีวิตของ MA และ PGA ในปัสสาวะเท่ากับ 20 และ 10 ชั่วโมงตามลำดับ - นอกจากนี้ยังอาจตรวจจากเมตาโบไลต์ในปัสสาวะได้อีกตัวหนึ่งคือ hippuric acid ได้ แต่มีข้อจำกัดในการแปลผลมาก เนื่องจาก hippuric acid เกิดขึ้นเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับ MA และ PGA อีกทั้งยังไม่จำเพาะต่อการสัมผัสสไตรีนเพียงอย่างเดียว เพราะเกิดจากการสัมผัสสารโทลูอีน (toluene) ได้เช่นเดียวกัน - การตรวจสไตรีนในเลือด (blood styrene) นั้น เหมาะที่จะใช้ตรวจยืนยันการสัมผัสเช่นกัน แต่มีระยะเวลาครึ่งชีวิตในเลือดเพียง 5 ชั่วโมง จึงควรเจาะตรวจหลังสัมผัสมาไม่นานจะดีที่สุด - การตรวจที่ช่วยในการรักษากรณีเกิดพิษสไตรีน เช่น ตรวจภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นต้น
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ ไม่มียาต้านพิษ
● การรักษาตามอาการ หลังจากล้างตัวแล้ว ให้การรักษาตามอาการ สังเกตการหายใจและภาวะปอดบวมน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ใน 24 – 72 ชั่วโมง ถ่ายภาพรังสีปอดถ้าสงสัยภาวะปอดบวมน้ำ ให้ออกซิเจนเสริม ให้สารน้ำ กรณีกินหรือกลืนเข้าไปอย่าทำให้อาเจียน เนื่องจากจะสำลักและระคายเคืองหลอดอาหารมากขึ้นได้ สังเกตอาการจนกว่าผู้ป่วยจะดีขึ้น ไม่มียาต้านพิษสำหรับสไตรีน
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน ลดการสัมผัส ลดการใช้ - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น mandelic acid (MA) plus phenylglyoxelic acid (PGA) ตรวจการทำงานของตับและไตทุกปี - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สไตรีนติดไฟง่าย (NFPA Code: H2 F3 R2) ในความเข้มข้นต่ำกลิ่นจะหอมจางๆ แต่ที่ความเข้มข้นสูงกลิ่นจะเข้มข้นมากจนกลายเป็นฉุนเหม็น คุณสมบัติข้อนี้มีประโยชน์มากในการบอกถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้พนักงานรับรู้ถึงอันตรายได้ การเก็บสไตรีนโดยทั่วไปต้องใส่ตัวหยุดยั้งปฏิกิริยา (inhibitor) ด้วย เนื่องจากเกิดปฏิกิริยา polymerization ได้ง่ายเมื่อถูกความร้อนและอาจเกิดระเบิดรุนแรง
เอกสารอ้างอิง - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000. - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004. - Hayes JP, Lambourn L, Hopkirk JA, Durnham SR, Taylor AJ. Occupational asthma due to styrene. Thorax. 1991;46(5):396 - 7. - Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001.