ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 2809
ชื่อ สารเคมี Mercury (ปรอท)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Quicksilver, Liquid silver
สูตรโมเลกุล Hg
CAS number 7439-97-6
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) ในรูปโลหะบริสุทธิ์จะเป็นของเหลว สีเงินวาว มีน้ำหนัก กลิ้งไปมาได้ ไม่มีกลิ่น ไม่ระเบิดติดไฟ
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV – Elemental and inorganic forms TWA 0.025 mg/m3, Alkyl compounds TWA 0.01 mg/m3, STEL 0.03 mg/m3, Aryl compounds TWA 0.1 mg/m3
● OSHA OSHA PEL – C 0.1 mg/m3
● NIOSH NIOSH REL – Mercury vapor TWA 0.05 mg/m3, Other forms C 0.1 mg/m3
● IDLH 10 mg/m3
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) - กฎหมายแรงงานไทย Mercury Ceiling 0.05 mg/m3, Organo (alkyl) mercury TWA 0.01 mg/m3, Ceiling 0.04 mg/m3
● มาตรฐานอื่นๆ - ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม NAAQS – N/A ||||| กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – มาตรฐานการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ ปรอทต้องไม่เกิน 0.05 mg/m3 ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ (พ.ศ. 2546)
● BEI ACGIH BEI – Total inorganic mercury ในปัสสาวะก่อนเข้างาน 35 ug/g Cr, Total inorganic mercury ในเลือดหลังเลิกงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ 15 ug/L
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส - สภาพการณ์หรืออุตสาหกรรมที่พบสารปรอทได้ - ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) พบได้ในปรอทวัดไข้ เครื่องวัดความดันโลหิต สวิตช์ไฟ ใช้ใส่ในหลอดฟลูออเรสเซนต์เพื่อช่วยในการเรืองแสง ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แก๊สคลอรีนและโซดาไฟ ใช้ในการแยกธาตุทองคำออกจากธาตุอื่น ใช้ผสมในวัสดุอุดฟัน (dental amalgam) ในยาสมุนไพรพื้นบ้านบางชนิดอาจมีปรอทผสมอยู่ ในพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่างอาจมีการใช้ปรอท เช่น เผาแบงก์กงเต็ก การระเบิดของภูเขาไฟก็จะมีปรอทออกมาด้วย - ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) นำมาใช้ดังนี้ mercuric chloride ในอดีตใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ mercurous chloride ในอดีตใช้เป็นยาถ่าย ยาถ่ายพยาธิ mercurochrome ใช้ในยาแดง thimerosal ใช้ผสมเป็นยากันเสียในยาทา วัคซีน และยาหยอดตา mercuric sulfide และ mercuric oxide อาจพบใช้ในสีบางชนิด รวมถึงอาจพบในสีที่ใช้ในการสักลายที่ผิวหนังด้วย - ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) ที่พบได้บ่อยคือ methylmercury จะพบปนเปื้อนในเนื้อเยื่อของสัตว์น้ำตามธรรมชาติ สาร dimethylmercury อาจใช้ในการทดสอบทางเคมีบางอย่าง ในอดีต methylmercury & ethylmercury ใช้ป้องกันเมล็ดพืชจากรา แต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว ในอดีตสาร phenylmercury ใช้เป็นสารต้านเชื้อราผสมในสีทาบ้าน ปัจจุบันเลิกใช้แล้วเช่นกัน
กลไกการก่อโรค Elementary mercury, เกลือของปรอท (Hg2+) และ ary mercury compound เข้าสู่ร่างกายทางการหายใจได้ดีกว่าการกิน ส่วน alkyl mercury compounds จะถูกดูดซึมได้ดีทั้งการหายใจ การกิน และทางผิวหนัง สารประกอบของปรอทอนินทรีย์ และ aryl mercury เมื่อถูกดูดซึมแล้วจะกระจายไปยังสมอง ไต และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ต่อมาจะจับกับกลุ่ม sulfhydryl และจะรบกวนระบบเอนซัยม์ต่าง ๆ ของเซลล์ในร่างกาย ปรอทอินทรีย์และสารประกอบ elementary mercury จะเข้ารก และออกทางน้ำนมได้ การสัมผัสปรอทในสิ่งแวดล้อมที่สูง ทั้งแบบอินทรีย์และอนินทรีย์จะมีผลต่อสมองมาก สารประกอบของปรอทจะถูกขับออกช้า ๆ ทางปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลายและเหงื่อ นอกจากนี้ยังสามารถวัดปริมาณของปรอทในผมและเล็บได้ ค่าครึ่งชีวิตของปรอทอนินทรีย์เท่ากับ 60 วัน และของ alkyl mercury เท่ากับ 70 วัน
อาการเฉียบพลัน - ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) ในรูปของเหลวหากกินหรือกลืนเข้าไปจะดูดซึมเข้าทางทางเดินอาหารได้น้อยมาก จึงมักไม่เกิดพิษขึ้น แต่ในรูปไอระเหยสามารถดูดซึมเข้าทางปอดได้มากและรวดเร็ว ทำให้เสี่ยงต่อความเป็นพิษสูง อาการเฉียบพลันหากได้รับปริมาณสูงกว่า 1 mg/m3 จะทำให้เกิดปอดอักเสบ (chemical pneumonitis) และปอดบวมน้ำอย่างรุนแรง - ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในสารประกอบที่เป็นของเหลว ทางเข้าหลักของปรอทอนินทรีย์จึงเป็นการกินหรือกลืน แม้ว่าการเข้าทางลมหายใจอาจมีความเป็นไปได้เช่นกัน เมื่อกลืนสารกลุ่มปรอทอนินทรีย์เข้าไป โดยเฉพาะ mercuric chloride จะทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงทันที ท้องเสียลำไส้อักเสบมีเลือดออก (hemorrhagic gastroenteritis) ถ้ารุนแรงจะทำให้ลำไส้เน่า (intestinal necrosis) ช็อก และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีพิษต่อไตทำให้ไตวายเฉียบพลันจาก acute tubular necrosis ภายใน 2 – 3 วันหลังกินเข้าไป ระดับที่ทำให้เสียชีวิตหากกิน mercuric chloride เข้าไปอยู่ที่เพียง 1 – 4 g เท่านั้น - ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) โดยทั่วไปคนจะได้รับปรอทอินทรีย์มากที่สุดจากทางการกินอาหารที่มีปรอทอินทรีย์ปนเปื้อน เช่น ปลา ปรอทอินทรีย์ดูดซึมผ่านทางเดินอาหารได้ดี ส่วนการดูดซึมทางการหายใจและทางผิวหนังมีโอกาสเกิดน้อย แต่เป็นไปได้เช่นกัน
อาการเรื้อรัง - ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury)อาการระยะยาวกรณีรับสัมผัสในระดับต่ำเป็นเวลานานจะเกิดกับระบบประสาทเป็นหลัก ระยะแรกที่เกิดคืออาการสั่น (tremor) ตามด้วยการเคลื่อนไหวแบบกระตุกของแขนขา (choreiform movement) ต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสภาพจิต คือ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ความจำไม่ดี ปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นคือ ขี้อาย ซึมเศร้า วิตกกังวล กระวนกระวายผิดปกติ หากอาการรุนแรงอาจทำให้เพ้อคลั่ง (hallucination) และความจำเสื่อม (dementia) อาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้คือเหงือกอักเสบ (gingivostomatitis) ซึ่งจะพบเป็นเส้นสีฟ้าปรากฏที่เหงือกและฟัน อาการชาปลายมือปลายเท้า (peripheral neuropathy) และไตเสื่อม (nephropathy) กรณีของเด็กที่ได้รับปรอทมานาน อาจเกิดโรคที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นแต่พบได้ไม่บ่อยนัก คือ Acrodynia หรือเรียกว่า “pink disease” ซึ่งจะมีอาการปวดตามแขนขา ร่วมกับผิวที่แขนขาลอกและกลายเป็นสีชมพู ความดันโลหิตสูง เหงื่อออกมาก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และร้องกวน กรณีของโลหะ amalgam ซึ่งใช้อุดฟันกันอย่างแพร่หลายนั้น แม้ว่าจะมีส่วนผสมของ elemental mercury และอาจจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ในระดับต่ำๆ ด้วยนั้น แต่ผลจากการศึกษาวิจัยในปัจจุบันส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปรอทที่ได้รับจาก amalgam จะไม่สูงถึงขนาดทำให้เกิดอาการพิษแต่อย่างใด - ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury)การรับสัมผัสในระดับต่ำแบบเรื้อรังจะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทเช่นเดียวกับกรณีของปรอทบริสุทธิ์
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) IARC – Elemental and inorganic mercury Group 3, Methyl mercury compounds Group 2B ACGIH Carcinogenicity – Elemental and inorganic mercury A4 Carcinogenicity
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย 1. มีอาการและอาการแสดงของโรคชัดเจน เช่น อาการของสารปรอทอนินทรีย์ ได้แก่ การหายใจลำบาก สั่น Erethism (ขี้อาย มีอารมณ์แปรปรวน) ปัสสาวะมีโปรตีนรั่วหรือ ไตวาย อาการของสารปรอทอินทรีย์ ได้แก่ อารมณ์แปรปรวน เดินสั่น ตัวแข็ง ชา การมองเห็นและการได้ยินผิดปกติ เป็นต้น 2. มีประวัติการสัมผัส โดยทำงานที่มีการสัมผัสสารปรอทและสารประกอบของมันที่ความเข้มข้นสูงเกินค่ากำหนด 3. มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการมีสารปรอทในปัสสาวะ หรือเลือดสำหรับปรอท อนินทรีย์ไม่ควรมีค่ามากกว่า 35 ไมโครกรัม/กรัมครีอะตินีน หรือในเลือด 15 ไมโครกรัม/ลิตร ขณะเลิกงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ (เป็นค่าสำหรับการเฝ้าระวัง ไม่ได้บอกว่าจะทำให้เป็นโรค) ตรวจระบบประสาทด้วยเครื่อง EMG หรือ NCV พบมีความผิดปกติ ตรวจปัสสาวะพบ microglobulin เป็นต้น 4. มีข้อมูลสิ่งแวดล้อมสนับสนุนว่ามีความเข้มข้นของสารปรอทและสารประกอบของมันเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 5. มีข้อมูลทางระบาดวิทยาของเพื่อนร่วมงานสนับสนุน 6. มีการวินิจฉัยแยกโรคอื่นแล้ว
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) - ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) และปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) การตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัส (biomarker) สำหรับ elemental mercury และ inorganic mercury ที่นิยมคือตรวจระดับปรอทในเลือดและปรอทในปัสสาวะ การตรวจในเลือดจะบ่งบอกการสัมผัสในระยะสั้น (recent exposure) ส่วนการตรวจในปัสสาวะจะบอกการสัมผัสในระยะยาว (long-term exposure) การตรวจในเลือดมีค่าครึ่งชีวิตของการลดระดับในเลือดหลังการสัมผัสสองระยะ ช่วงแรกคือหลังการสัมผัส 2 – 4 วัน ระดับปรอทในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว และค่อยๆ ลดลงช้าๆ ภายใน 15 – 20 วันต่อมา การตรวจในเลือดจึงเหมาะที่จะใช้ดูหลังการสัมผัสทันทีหรืออย่างมากไม่เกิน 2 – 4 วัน สำหรับการตรวจในปัสสาวะจะบ่งบอกการสัมผัสกรณีสัมผัสในระยะยาวได้ดีกว่า เนื่องจากค่าครึ่งชีวิตของการขับปรอทออกทางปัสสาวะนั้นมีระยะเวลาถึง 40 วัน การตรวจจึงเหมาะจะใช้ดูในผู้ที่สัมผัสแบบเรื้อรังมานานแล้ว - การใช้โลหะอุดฟันที่เป็น amalgam จะมีผลทำให้ระดับปรอททั้งในเลือดและในปัสสาวะสูงขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้อุดฟันด้วยโลหะชนิดนี้ การกินปลาที่มี methylmercury ปนเปื้อน จะทำให้ระดับปรอทในเลือดสูงขึ้น แต่จะไม่รบกวนระดับปรอทในปัสสาวะ การแปลผลเมื่อตรวจระดับปรอทจึงควรต้องสอบถามปัจจัยรบกวนเหล่านี้ด้วยเสมอ โดยทั่วไประดับปรอทในเลือดคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานสัมผัสสารปรอท ไม่มีโลหะอุดฟัน และกินปลาน้อยกว่า 3 ครั้ง/เดือน จะอยู่ที่ 2 ug/l ส่วนระดับปรอทในปัสสาวะในคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานสัมผัสสารปรอท และไม่มีโลหะอุดฟัน จะอยู่ที่ 1.4 ug/l (1 ug/g Cr) - ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) การตรวจที่ช่วยบ่งบอกการสัมผัสสารปรอทอินทรีย์คือ การตรวจปรอทในเลือดและในเส้นผม อาการพิษเรื้อรังของปรอทอันดับแรกสุดคืออาการชา จะเกิดขึ้นเมื่อระดับปรอทในเลือดเกิน 200 ug/l และในเส้นผมเกิน 50 ug/g ดังนั้นจึงมีแนะนำว่าระดับในเลือดที่ใช้เฝ้าระวังผู้ที่สัมผัสปรอทอินทรีย์น่าจะไม่ควรเกิน 10 ug/100 ml ส่วนการตรวจระดับปรอทในปัสสาวะนั้นไม่มีประโยชน์ในการใช้ประเมินการสัมผัสปรอทอินทรีย์ - การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ที่ช่วยในการประเมินผู้ป่วยกรณีที่เกิดพิษปรอทจากการสูดดมแบบเฉียบพลันคือการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) กรณีเป็นพิษรุนแรง ตรวจดูการทำงานของไต (BUN, creatinine) การตรวจระดับเกลือแร่ (electrolyte) และการตรวจระดับแก๊สในเลือด (arterial blood gas) กรณีสัมผัสเรื้อรังและอาการเป็นพิษต่อไตไม่ชัดเจน อาจตรวจดูระดับ β – 2 microglobulin หรือ microalbuminuria เพื่อดูความผิดปกติของไตในระยะเริ่มแรกได้ กรณีสัมผัสปรอทอินทรีย์ ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้หูหนวกและลานสายตาแคบลง ให้ตรวจการได้ยินและลานสายตาตามอาการของผู้ป่วย
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ - ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) การให้ยาขับปรอทคือ succimer (meso-2,3-dimercartosuccinic acid, DMSA)ได้ประโยชน์ทั้งในกรณีการเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ให้โดยให้ขนาด 10 mg/kg กินทุก 8 ชั่วโมงนาน 5 วัน จากนั้นให้ขนาดเดิมแต่ห่างขึ้นเป็นทุก 12 ชั่วโมงใน 2 สัปดาห์ต่อมา - ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) ให้ BAL (British anti-Lewisite, dimercaprol, 2,3-dimercaptopropanol) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในขนาด 3 mg/kg ทุก 4 – 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน จากนั้นให้ฉีดขนาดเดิมต่อทุก 12 ชั่วโมงอีกนาน 7 – 10 วันต่อมา ถ้าคนไข้ยังมีอาการรุนแรงอาจพิจารณาให้ยาต่อไปอีก ในกรณีที่อาการแรกรับรุนแรงมาก ให้ยาครั้งแรกให้ฉีดขนาด 5 mg/kg ไปเลย - ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) โอกาสเกิดพิษแบบเฉียบพลันน้อย การเกิดพิษเรื้อรังให้นำผู้ป่วยออกมาจากแหล่งมลพิษ การให้ยา succimer มีข้อมูลว่าช่วยให้อาการผู้ป่วยดีขึ้น
● การรักษาตามอาการ - ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) การให้ยาขับปรอทคือ succimer (meso-2,3-dimercartosuccinic acid, DMSA)ได้ประโยชน์ทั้งในกรณีการเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ให้โดยให้ขนาด 10 mg/kg กินทุก 8 ชั่วโมงนาน 5 วัน จากนั้นให้ขนาดเดิมแต่ห่างขึ้นเป็นทุก 12 ชั่วโมงใน 2 สัปดาห์ต่อมา - ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) ให้ BAL (British anti-Lewisite, dimercaprol, 2,3-dimercaptopropanol) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในขนาด 3 mg/kg ทุก 4 – 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน จากนั้นให้ฉีดขนาดเดิมต่อทุก 12 ชั่วโมงอีกนาน 7 – 10 วันต่อมา ถ้าคนไข้ยังมีอาการรุนแรงอาจพิจารณาให้ยาต่อไปอีก ในกรณีที่อาการแรกรับรุนแรงมาก ให้ยาครั้งแรกให้ฉีดขนาด 5 mg/kg ไปเลย - ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) โอกาสเกิดพิษแบบเฉียบพลันน้อย การเกิดพิษเรื้อรังให้นำผู้ป่วยออกมาจากแหล่งมลพิษ การให้ยา succimer มีข้อมูลว่าช่วยให้อาการผู้ป่วยดีขึ้น
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - การป้องกัน สำหรับ Elemental mercury และ inorganic mercury นั้น การสัมผัสในงานสามารถลดลงได้ด้วยการควบคุมทางด้านอาชีวอนามัยคือ เลือกใช้วัสดุที่ไม่มีปรอท เช่น โรงพยาบาลเลือกใช้ที่วัดความดันแบบไม่มีปรอทแทนแบบเก่าที่มีปรอท ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องลดการสัมผัส ให้ความรู้แก่พนักงาน ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เมื่อเกิดการหกรั่วต้องรีบดำเนินการเก็บกวาดอย่างถูกวิธี ส่วนกรณีของ organic mercury นั้นคนมักได้จากสิ่งแวดล้อม การป้องกันคือควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยปรอทออกสู่ธรรมชาติมากเกินไป หน่วยงานควบคุมทางด้านสิ่งแวดล้อมต้องตรวจวัดระดับปรอทในน้ำและอากาศอย่างสม่ำเสมอ กรณีที่เกิดปัญหาปรอทปนเปื้อนต้องงดใช้น้ำจากแหล่งที่ปนเปื้อน งดกินปลาและสัตว์น้ำที่จับมาจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน - มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ ลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย - การเฝ้าระวังทางการแพทย์ ตรวจสุขภาพประจำปีในคนที่สัมผัสสารปรอทควรจะเน้นตรวจระบบประสาท การทำงานของไต และระดับปรอทในปัสสาวะ - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซักซ้อมแผนอุบัติภัย
เอกสารอ้างอิง - Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004. - Ladou J. Current occupational & environmental medicine 4th ed. New York: McGraw-Hill 2007. - von-Muhlendahl KE. Intoxication from mercury spilled on carpets. Lancet. 1990;336(8730):1578. - Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000. - Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001.