ค้นหาข้อมูล | Search data

ค้นหาทั่วไป
ใส่ข้อมูลที่ต้องการค้นหา : เลือกหัวข้อที่ต้องการค้นหา :

ค้นหาจาก หมวดหมู่
UN NUMBER : 7439-92-1
ชื่อ สารเคมี Lead (ตะกั่ว)
ชื่ออื่นๆ,การค้า,Synonyms Plumbum
สูตรโมเลกุล Pb
CAS number 7439-92-1
ลักษณะทางกายภาพ (ติดไฟ,กลิ่น,สี ฯ) โลหะแข็ง สีออกเทาเงิน หรือบางทีมีสีออกขาวอมฟ้า
ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน
● ACGIH ACGIH TLV (1991) TWA 0.05 mg/m3
● OSHA OSHA PEL TWA 0.05 mg/m3
● NIOSH NIOSH REL TWA 0.05 mg/m3
● IDLH 100 mg/m3
● ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520 TWA 0.2 mg/m3
● มาตรฐานอื่นๆ
● BEI ACGIH BEI (2011) Lead in blood at not critical time 30 ug/dl (Except women of child bearing potential 10 ug/dl)
การใช้ประโยชน์,ความเสี่ยงในการสัมผัส งานและอาชีพที่เสี่ยงต่อการสัมผัสตะกั่วได้แก่ การทำเหมืองแร่ตะกั่ว การทำแบเตอรี่ งานเชื่อมโลหะ/ดัดโลหะ งานขัดผิวโลหะ งานทาสี/พ่นสี งานทำเหล็กกล้า งานผลิตอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ โรงพิมพ์ อุตสาหกรรมผลิตและบรรจุยากำจัดศัตรูพืช งานทำเซรามิก งานเครื่องประดับโลหะ งานซ่อมรถยนต์/อูซ่อมเรือ อุตสาหกรรมผลิตสี อุตสาหกรรมผลิตท่อ แผ่นโลหะ ชุบโลหะ โรงงานผลิตกระสุนปืน
กลไกการก่อโรค ตะกั่วทำให้เกิดอันตรายได้อย่างรุนแรง โดยมีผลต่อหลายระบบของร่างกาย โดยตะกั่วจะเข้าไปรบกวนการทำงานของเอนไซม์ต่างๆในร่างกาย รบกวนการทำงานของไมโตคอนเดรียซึ่งเป็นส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ และรบกวนการสร้างสารสื่อประสาทในเซลล์ โดยจะมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดในร่างกาย การทำงานของระบบประสาท ไต ระบบทางเดินอาหาร ระบบสืบพันธุ์ ระบบหมุนเวียนโลหิต ตะกั่วจะเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทาง คือ การหายใจ และการกินเข้าทางปาก ส่วนใหญ่การได้รับตะกั่วทางการหายใจ มักพบได้บ่อยในโรงงานอุตสาหกรรมโดยเกิดจากการหายใจเอาไอฟูมตะกั่วเข้าไป เนื่องจากไอฟูมตะกั่วมีโมเลกุลเล็กจึงดูดซึมผ่านปอดได้อย่างรวดเร็ว การได้รับตะกั่วจากการกินมักจะไม่ได้เกิดจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งเด็กจะดูดซึมตะกั่วได้ดีกว่าผู้ใหญ่ หลังจากเข้าสู่ร่างกายตะกั่วจะเข้าไปในกระแสเลือดโดยร้อยละ 99 จะเข้าไปเกาะกับเม็ดเลือดแดง โดยตะกั่วสามารถผ่านรกเข้าสู่ทารกในครรภ์มารดา และผ่าน blood brain barrier ผ่านเข้าสู่สมองได้ด้วย โดยสุดท้ายเมื่อมีระดับตะกั่วในกระแสเลือดจำนวนมาก ตะกั่วจะเข้าไปสะสมในกระดูกได้ และเมื่อระดับตะกั่วในกระแสเลือดต่ำลงตะกั่วก็จะสามารถออกจากกระดูกเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้งได้ ในคนที่มีตะกั่วเก็บสะสมในกระดูกปริมาณมากเมื่อร่างกายเกิดภาวะบางอย่างเช่น ภาวะไทรอยด์สูง หรือหรือเริ่มมีภาวะกระดูกพรุน ก็จะทำให้เกิดการปล่อยตะกั่วออกมาจากกระดูกเป็นปริมาณมากทำให้เกิดภาวะพิษตะกั่วได้ ค่าครึ่งชีวิตของตะกั่วในเนื้อเยื่อมีระยะเวลาประมาณ 1 – 2 เดือน แต่ค่าครึ่งชีวิตของตะกั่วในกระดูกกลับมีระยะเวลาถึง 1 – 10 ปี ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 70 ของตะกั่วจะถูกขับทางปัสสาวะ ส่วนน้อยจะถูกขับทางอุจจาระ และส่วนที่เหลือมีการขับออกทางเส้นผม เล็บและขับทางเหงื่อ เล็กน้อย
อาการเฉียบพลัน เกิดจากการได้รับตะกั่วเข้าไปในร่างกายปริมาณมาก(ส่วนใหญ่เกิดจากการกิน) อาการที่เกิดขึ้นจากการได้รับตะกั่ว ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง เลือดจาง ตับอักเสบเฉียบพลัน มีอาการสมองอักเสบฉับพลัน
อาการเรื้อรัง อาการทั่วไปของผู้ที่ได้รับตะกั่วสะสมมาเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ น้ำหนักลด ปวดตามกล้ามเนื้อตามข้อ อาการทางระบบทางเดินอาหารได้แก่ ปวดเกร็งท้อง ท้องผูก อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมาธิไม่ดี ปวดหัว สั่น เดินเซ ซึม ชัก โคม่า พฤติกรรมเปลี่ยนไป ระบบประสาทส่วนปลาย ได้แก่ ปลายประสาทอักเสบ ทำให้เกิดข้อมือตก (wrist drop) ระบบโลหิต ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง ตะกั่วยังทำให้ ท่อกรวยไตอักเสบ เกิดพังผืดที่ไต ระบบสืบพันธุ์ ได้แก่ ทำให้เป็นหมัน ทำให้คลอดก่อนกำหนด พัฒนาการของสมองเด็กไม่ดี
คุณสมบัติก่อมะเร็ง (IARC) ACGIH Carcinogenicity A3 IARC Classification (1987) Group 2B
การวินิจฉัย
● เกณฑ์การวินิจฉัย - ถ้าระดับตะกั่วในเลือดสูงมากกว่า 60 ug/dl และมีอาการให้วินิจฉัยว่าเป็นโรคพิษตะกั่ว - ถ้าระดับตะกั่วในเลือดสูงมากกว่า 60 ug/dl และทดสอบ EDTA เป็นผลบวก ให้วินิจฉัยเป็นโรคพิษตะกั่ว - ถ้าระดับตะกั่วในเลือดน้อยกว่า 60 ug/dl และมีอาการ อาจจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคพิษตะกั่ว - 10 – 14 ug/dl ตรวจเลือดซ้ำและให้ความรู้พ่อแม่เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง - 15 – 19 ug/dl ตรวจเลือดซ้ำ ถ้ายังสูงให้ส่งรักษาต่อในสถานพยาบาล - 20 – 44 ug/dl ส่งต่อให้สถานพยาบาลเพื่อทำการประเมินซ้ำและดูแลรักษา - 45 – 69 ug/dl ส่งต่อให้สถานพยาบาลเพื่อทำการประเมินซ้ำและดูแลรักษา ให้ยาขับตะกั่ว succimer - ตั้งแต่ 70 ug/dl ขึ้นไป ส่งเพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาลทันที รีบให้ยาขับตะกั่ว - หากพบปัญหาระดับตะกั่วสูงในเด็ก ต้องค้นหาต้นเหตุและแก้ไขปัญหาตะกั่วในสิ่งแวดล้อมด้วยเสมอ
● การตรวจทางห้องปฏิบัติการ(ตรวจในเลือด,ปัสสาวะ ฯ) ตรวจหาระดับตะกั่วในเลือด โดยระดับตะกั่วปกติในประชากรทั่วไปที่ไม่ได้สัมผัสตะกั่วจะน้อยกว่า 5 ug/dl ระดับตะกั่วในเลือด 5 – 25 ug/dl จะมีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก และในระยะยาวมีรายงานว่าทำให้เกิดความจำไม่ดีได้ในผู้ใหญ่ ในระดับตะกั่วในเลือด 25 – 60 ug/dl จะทำให้เกิดอาการปวดหัว สมาธิสั้น โลหิตจาง และเริ่มมีระบบประสาททำงานช้าลง ในระดับตะกั่ว 60 – 80 ug/dl อาจจะทำให้มีอาการทางระบบทางเดินอาหารและไตได้ ในระดับตะกั่วมากกว่า 80 ug/dl จะมีอาการปวดท้อง ไตอักเสบ และมีภาวะ ซึม ชัก โคม่าได้
การรักษา
● การรักษาเฉพาะ - ตะกั่วมียาต้านพิษดังนี้ (1) Calcium EDTA – ให้ขนาด 0.5 – 1 กรัม หรืออาจถึง 1.5 กรัม ต่อวัน โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ หรือเข้ากล้ามเนื้อ อาจจะให้ยาขนาด 1 กรัม หยดเข้าเส้นเลือดดำช้าๆ ภายใน 1 ชั่วโมง ให้วันละ 2 ครั้ง นานไม่เกิน 5 วันติดต่อกัน (2) Dimercaprol (BAL) – ใช้ร่วมกับ Calcium EDTA โดยใช้ขนาด 2.5 mg/kg ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 ชั่วโมง (3) DMSA (succimer) – เป็นยารับประทานใช้ได้ดีในการรักษาพิษตะกั่วในเด็ก ในเด็กเริ่มให้ในขนาด 350 mg ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วัน ตามด้วย 350 mg ทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 14 วัน
● การรักษาตามอาการ - การปฐมพยาบาลและการรักษา ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการชัก หรือมีอาการโคม่า แนะนำให้ส่งโรงพยาบาลทันที แพทย์ผู้ดูแลควรรักษาตามอาการ (supportive treatment) ให้สารน้ำให้เพียงพอ ถ้าชักอาจจะให้ยากันชัก ถ้าชักแล้วมีอาการสมองบวมอาจจะลดความดันสมองด้วย dexamethasone 10 mg ทางหลอดเลือดดำ และอาจจะให้ manitol (0.25 - 1 g/kg) - ในกรณีที่ผู้ป่วยทานตะกั่ว (เช่น ก้อนสี หรือชิ้นโลหะที่มีตะกั่ว) เข้าไปในร่างกาย แนะนำให้ทานผงถ่าน (activated charcoal) เพื่อช่วยในการดูดซับ หลังจากนั้นถ้าตะกั่วที่เข้าไปในร่างกายสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า พิจารณาทำการล้างลำไส้ (whole bowel irrigation) พิจารณาทำการส่องกล้องถ้าสามารถเอาออกได้ในกรณีเป็นชิ้นใหญ่ๆ - คนงานที่อยู่ในสภาวะต่อไปนี้ต้องให้หยุดงานหรือเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่น (1) ผู้ที่มีระดับตะกั่วมากกว่า 60 ug/dl ในการตรวจ 2 ครั้งติดต่อกัน (2) ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพิษตะกั่ว (3) หญิงมีครรภ์ที่มีระดับตะกั่ว 25 ug/dl ขึ้นไป
การป้องกัน,มาตรการทางความปลอดภัยและสุขภาพ,การเฝ้าระวังทางการแพทย์ - ควรมีระบบการระบายอากาศ ventilation ที่ดี เช่น ระบบรระบายอากาศเฉพาะที่ (local exhaust ventilation) - ชุดหรืออุปกรณ์ป้องกันควรได้รับการทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่ทุกวัน - ถ้ามีการสัมผัสผิวหนังให้ล้างด้วยสบู่ ถ้าสัมผัสมากๆให้ทำการล้างตัว หรือล้างตาด้วยน้ำสะอาด - การใช้อุปกรณ์ป้องกัน respirator ค่าในสิ่งแวดล้อม (mg/m3) 0.5 1.25 2.5 50 100 Emergency or IDLH ค่า APF (Assigned protective factor) ที่เลือกใช้ 10 25 50 1000 2000 10000 การตรวจผลกระทบต่อสุขภาพ - เนื่องด้วยตะกั่วจะมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือด ในการสัมผัสเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดโลหิตจาง ดังนั้นจึงแนะนำให้ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count : CBC) เพื่อเป็นการเฝ้าระวังการเกิดผลกระทบทางสุขภาพในพนักงานที่สัมผัสตะกั่ว การตรวจเพื่อเฝ้าระวังการสัมผัส - แนะนำให้ตรวจ ตะกั่วในเลือด โดยตรวจเวลาใดก็ได้ ค่ามาตรฐาน ไม่เกิน 0.3 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (สตรีมีครรภ์ ควรควบคุมไม่ให้ตะกั่วในเลือดมีค่าเกิน 0.1 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) - การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จากข้อมูลข้างต้น เนื่องจากตะกั่วส่วนใหญ่มักได้รับจากการหายใจเอาไอฟูมเข้าไป และสถานะปกติจะอยู่ในรูปของแข็ง การเกิดเหตุรั่วไหลในลักษณะฉุกเฉินจึงอาจเกิดมีขึ้นได้น้อย
เอกสารอ้างอิง 1. โยธิน เบญจวัง, วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ. มาตรฐานการวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ฉบับเฉลิมพระเกียรติ. นนทบุรี : สำนักงานประกันสังคม. 2550. 2. William N. Rom SBM. Environmental and Occupational Medicine. 4th ed. Lippincort William & Wilkins; 2007. 3. Encyclopedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: ILO; 1998. 4. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แนวปฏิบัติการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านเคมีและกายภาพจากการประกอบอาชีพในสถานประกอบกิจการ ราชกิจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนพิเศษ 105 ง. หน้า 31-32. 5. Threshold Limit Values for Chemical Substances and Physical Agents and Biological Exposure Indicies. ACGIH. 2012. 6. อารมย์ ฤกษ์นุ้ย. พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์ เล่ม 2 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1). มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2551 7. The Wireless Information System For Emergency Responders (WISER). National library of medicine. Available from : http://wiser.nlm.nih.gov